บทความ เร อง การบร หารความเส ยง (Risk Management) - PDF

Description
บทความ เร อง การบร หารความเส ยง (Risk Management) สารบาญ หน า ความเส ยงค ออะไร...ผ ดพลาด! ไม ได ก าหนดท ค นหน า ความเส ยงเก ดจากอะไร...2 ใครม หน าท ร บผ ดชอบในการบร หารความเส ยง...2 ข นตอนการบร หารความเส

Please download to get full document.

View again

of 18
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

News & Politics

Publish on:

Views: 18 | Pages: 18

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
บทความ เร อง การบร หารความเส ยง (Risk Management) สารบาญ หน า ความเส ยงค ออะไร...ผ ดพลาด! ไม ได ก าหนดท ค นหน า ความเส ยงเก ดจากอะไร...2 ใครม หน าท ร บผ ดชอบในการบร หารความเส ยง...2 ข นตอนการบร หารความเส ยง...3 การค นหาความเส ยงและระบ ความเส ยง...5 อ บ ต การณ ค ออะไร...6 รายงานอ บ ต การณ...7 ROOT CAUSE ANALYSIS (RCA)...10 กระบวนการตอบสนองต อเหต การณ ไม พ งประสงค...11 ป ญหาท พบบ อยในการบร หารความเส ยง...13 กรณ ต วอย าง...14 การบร หารความเส ยง ความเส ยงค ออะไร ความเส ยง ค อ เหต การณ ท เก ดข นท ไม เป นไปตามความคาดหว ง ม โอกาสท จะประสบ ก บความส ญเส ยหร อส งท ไม พ งประสงค ได แก การบาดเจ บ ความเส ยหาย เหต ร าย การเก ดอ นตราย ส ญเส ยทร พย ส น ส ญเส ยช อเส ยง ภาพลบขององค การ และบ คลากร เก ดความไม แน นอน การไม พ ท กษ ส ทธ หร อศ กด ศร หร อเก ดความส ญเส ยจนต องม การชดใช ค าเส ยหาย เหต ผลและว ตถ ประสงค ท ต องบร หารความเส ยง เพ อร บร จ าก ดและควบค มผลกระทบ เพ อลดโอกาสและปร มาณความส ญเส ยท จะเก ดข น และ จาก พรบ. การบร หารบ านเม อง เพ อการบร หารงานเพ อเป นต วช ว ด ภายใต พระราชฤษฎ กา การ บร หารก จการและบ านเม องท ด หน วยงานราชการจะต องปฏ บ ต และว ตถ ประสงค ของการบร หาร ความเส ยง ค อ ต องการท จะลดต นท นความเส ยงทางส งคม ให ต าท ส ดเท าท จะเป นไปได เพราะฉะน น ไม ว าจะเป นการควบค มความเส ยหายก ด หร อแม ว ากระท งการประเม นความเส ยง การจ ดการความ เส ยงภ ย เหล าน เป นต นท นท เก ดข น ว ตถ ประสงค ของเราค อต องการลดต นท นเหล าน ด วย ซ งเป นค าใช จ ายของความเส ยง (Cost of risk) ให ต าลง ต วอย าง เช น บร ษ ทยา ท ต องการออกยาใหม ๆ ต องท า Loss control Program (แผนการควบค มความเส ยหาย) ซ งม ค าใช จ ายเก ดข น เพราะต องท าการทดสอบมาก ๆ ท าการว จ ยมาก ๆ ในท ส ดผลท ตามมา ค อ ค ายาแพง พอยาม ราคาแพง แพทย ก อาจจะจ ายเฉพาะคนท อาการหน กส าหร บโรคน น คนท มาใช ยาเป นพวกท อาการหน ก โอกาสท จะเก ดผลข างเค ยง (Side effect) ก จะส ง ในท ส ดจะเก ดเป นต นท นความเส ยงของส งคมท ส งเก นไป จากการท พยายามจ ดการความเส ยง ในเร อง Product liability claim เร องของ Product liability เป นเร องท ภาคเอกชนให ความส าค ญมากข น เน องจากส นค าท ผล ตออกไป ถ าล กค าท ใช ได ร บความเด อดร อน ก จะได ร บความผ ด -2- ความเส ยงเก ดจากอะไร 1. สภาวะแวดล อม 2. ภ ม ศาสตร 3. ความไม ร ความไม ตระหน ก 4. การให บร การ 5. การปฏ บ ต งาน 6. การบร หารจ ดการท ไม เหมาะสม ผลกระทบของความเส ยง ประกอบด วย 4 ป จจ ยด งน 1. ทางกายภาพ (Physical Risk) เป นส งท เก ยวข องก บร างกายของผ ป วย เช น บาดเจ บ ท กพลภาพ ตาย เกษ ยณ 2. ทางอารมณ (Emotional Risk) เป นส งท เก ยวก บการท าร ายจ ตใจ การท าให อ บอายขาย หน า เส ยหน า ท าให เก ดความร ส กส บสน 3. ทางส งคม (Social Risk) เป นส งท เก ยวก บส ทธ การเป ดเผยข อม ลบางอย าง ท าให เขา ส ญเส ยประโยชน 4. ทางจ ตว ญญาณ (Spiritual Risk) เป นส งท เก ยวก บความเช อ ความร ส กไม ม นคง ความ ส ญเส ย การบร การท ข ดก บความเช อทางศาสนาของผ ร บบร การ ใครม หน าท ร บผ ดชอบในการบร หารความเส ยง ในการบร หารความเส ยง เพ อให เก ดประส ทธ ภาพส งส ดจ าเป นจะต องอาศ ยความร วมม อ จากท กคนในหน วยงาน เพราะการร บร ของแต ละบ คคลน นแตกต างก น ความส าเร จข นอย ก บคนเส ยเป น ส วนใหญ ถ าคนในองค กรไม ได ม ความร ส กว าเขาต องบร หารความเส ยงไปเพ ออะไร เขาก ไม ให ความ ร วมม อ แล วก ไม เก ดผลในการบร หารความเส ยงข น ห วใจท ส าค ญท ส ดของการบร หารความเส ยง ค อ เร มจากการให คนในองค กรท กคนร ส กว าม นเป นเร องส าค ญท ต องท า และเราท ก ๆ คนต องม ส วนร วม เพราะเม อท ก ๆ คนท าอะไรจะส งผลกระทบต อความเส ยงขององค กร ในหน าท ในความร บผ ดชอบท ม อย ถ าไม เป นไปตามน นหร อเราพลาดไปจากมาตรฐาน หร อ เราเก ดความผ ดพลาด (Error) ใด ๆ ข น ม นส งผลกระทบก บความเส ยงขององค กรท งน น ด งน นประการแรกท ส าค ญท ส ดก ค อการสร างความ ต นต ว (Awareness) ให เขาร ส กว าเขาม ส วนร วม และจ าเป นท จะต องท า ต องร วมม อ -3- ข นตอนการบร หารความเส ยง (Risk Management Process) 1. การสร างความม ส วนร วมของคนในองค กร เพ อให คนในองค กรร ส กว าเขาเป นหน งใน องค กร การท เขาจะท าอะไรไม ด จะส งผลกระทบต อความเส ยงขององค กร หร อผ อ นท าอะไรไม ด ส งผล กระทบต อความเส ยงขององค กร ข นตอนแรกในการสร างความร ส กม ส วนร วม ค อ จะต องม การออก เป นหน งส อ เป นนโยบายว าเราจะท าการบร หารความเส ยงเพ ออะไร ใครร บผ ดชอบ ม ข อด ข อเส ยอย าง ไรในการท าหร อว ตถ ประสงค ในการท าของเราว าเราท าเพ ออะไร หล กๆ ก ค อการม การร างนโยบาย (Policy statement) ออกมาก อน ซ งก ค อระด บผ บร หารท เป นคนวางนโยบายว า เราค ดจะบร หารความ เส ยงและม เร องส าค ญอะไรบ างท ต องก าหนดไว ในนโยบาย 2. การค นหาความเส ยงและระบ ความเส ยง ต องอาศ ยการศ กษาร วมก น เพราะคนท อย ใน องค กรเองเป นคนท ร มากท ส ดว าม ความเส ยงอะไรบ างในองค กร คนภายนอกไม สามารถไปบอกได อย างถ กต อง ต องม การศ กษาร วมก นช วยก นมองในแต ละเร อง ในแต ละประเด น ผ บร หารท กๆ ฝ ายต อง ม ต วแทนเข ามาด เข ามาประช มร วมก นว าม นม ด านไหนบ างท ต องมาพ จารณา และต องระบ ออกไปว า เป นความเส ยงขององค กรระบ ให ได ว าความเส ยงม อะไรบ างในองค กร ระบ มาเป นรายการว าอ นไหนม ล าด บความส าค ญมากท ส ด แล วอ นท เราจะเล อกจ ดการบร หารความเส ยงก บม น 3. การประเม นม ลค าความเส ยง บางส งบางอย างเราอาจจะมองข ามไป แต หาร ไม ว าน น ค อความเส ยงท เก ดข นและท าให ต องส ญเส ยม ลค า เช น กรณ พน กงานข บรถยนต ไปร บอาจารย ผ สอน ณ จ ดน ดหมายไม ตรงเวลา ท าให อาจารย ผ สอนต องเข าห องเร ยนสาย ผ ท ได ร บความเส ยหายก ค อน ส ต น กศ กษา ได ร บการสอนท ไม เต มเวลา หากค านวณเป นจ านวนเง นก จะเห นม ลค าของการส ญเส ยมาก กรณ เช น ทางเด นเช อมระหว างอาคารม น าข งข ง ท าให เก ดความเส ยงต อช ว ตและทร พย ส นบ คคล แม บ านต องด าเน นการน าน าท ข งข งออกจากบร เวณด งกล าว ท าให ต องส ญเส ยเวลาของแม บ านคนน น ไป เช น 20 นาท ต อคร ง ใน 1 เด อน เก ดเหต การณ ด งกล าวประมาณ 10 คร ง ใน 1 ป ต องส ญเส ยเวลา ของแม บ านเป นเวลา 2,400 นาท ค ดเป นช ว 40 ชม. ค ดเป นว น 5 ว น ค าจ างว นละ 143 บาท รวมเป น เง น 715 บาท หากไม ม การส ารวจความเส ยง กรณ ด งกล าวเก ดข นก บหลายพ นท ของแต ละอาคาร จะ ท าให องค กรต องส ญเส ยผลประโยชน เป นม ลค ามาก -4-4. เล อกว ธ การจ ดการก บความเส ยง เม อเราสามารถร ได ว าความส ญเส ยและความเส ยงม อะไรบ าง เราจะมาเล อกว ธ การท ค มท ส ดและท ส าค ญ ค อ สอดคล องก บว ฒนธรรมและสภาวะแวดล อม ขององค กรของเราและสอดคล องก บความเป นจร งในส งคมด วย เพราะฉะน นในข นตอนน เราจะต องใช ความร หลายด านในการท จะเล อกว ธ การท เหมาะก บความเส ยงในแต ละด านท เราจะบร หาร 5. การประเม นผลการก าก บด แล (Performance monitoring) เม อได Implement ไปแล ว ม ป ญหาอะไรเก ดข น ต องม การปร บ (Fine tune) ปร บแก ท เราเล อกใช หร อไม เราอาจจะเล อกว ธ การน ไปแล วปรากฏว าพอลองใช ไปแล วไม สอดคล องก บส งคมเรา ก บว ฒนธรรมองค กรเรา เช นน นก ใช ไม ได จ งต องมาปร บแก ต างๆ เหล าน เป นต น ในข นตอนของการประเม นต องใช หล กทางสถ ต โดยอ างอ งหล ก ความน าจะเป นทางสถ ต ด ว าความส ญเส ยม การแจกแจงอย างไร ถ าเป นความเส ยงท ไม ข นก บกรณ ท ก าล งพ จารณา ม นจะม การแจกแจงท เราสามารถจะด ได ว าม ล กษณะอย างไร ล กษณะต วอย างของการ แจกแจง เช น ความส ญเส ยอาจจะเก ดหร อไม เก ด โดยม โอกาสจะเก ดข น 40% เราต องม ข อม ลจ งจะ สามารถท าเช นน ได แต ในท กองค กรท เร มต นท าการบร หารความเส ยง ม กจะไม ม ข อม ล ไม ม การ แจกแจงความน าจะเป น แบบท เราต องการ เพราะฉะน นท เราจะม ได เต มท ค อ มาก กลาง ต า หร อว าจะ แบ งเป นล าด บท เช น 5, 4, 3, 2 และ 1 ว ามากน อยแค ไหน และว ธ การท เราจะจ ดการโดยย งไม ม ความน าจะ เป น (Probability) เข าไปเท าไร 6. การจ ดท าค ม อบร หารความเส ยง ซ ง ควรประกอบไปด วย 6.1 หน วยงานท ร บผ ดชอบด านการบร หาร ความเส ยง / ระบบการต ดตามงาน/การ รายงานผลการบร หารความเส ยง 6.2 นโยบาย ว ตถ ประสงค ขอบเขตของการด าเน นงาน ระยะเวลาและก จกรรมในการ ด าเน นการ รวมถ งการก าหนดผ ร บผ ดชอบในการด าเน นงาน 6.3 การระบ ความเส ยง เป นการพ จารณาว าม ความเส ยงใดบ างท เก ยวข องก บการด าเน น ก จการขององค กร 6.4 การระบ ถ งระด บความเส ยหายท อาจจะเก ดข นได จากความเส ยงแต ละประเภท 6.5 การก าหนด / ค ดเล อกว ธ การจ ดการต อความเส ยงท ระบ ไว ใน -5- กระบวนการบร หารความเส ยง ค นหาความเส ยง -ศ กษาจากอด ต -ส ารวจในป จจ บ น -เฝ าระว งไปข างหน า ประเม นความเส ยง ควบค มความเส ยง -หล กเล ยง -ป องก น -ถ ายโอน -แบ งแยก -ลดความส ญเส ย การจ ายเง นชดเชย การค นหาความเส ยง ( Risk Identification ) ประเม นผลระบบ ถ อเป นก จกรรมเช งร ก เพ อป องก นการส ญเส ย ช วยป องก นอ นตรายการบาดเจ บ หร อการ ส ญเส ย ท ม โอกาสท จะเก ดข น 1. การเร ยนร จากประสบการณ ในอด ต 1.1 ระบบบ นท กข อม ลท ม อย แล ว 1.2 ประสบการณ ของบ คคล 2. เร ยนร จากประสบการณ ของคนอ น 3. เร ยนร จากกระบวนการท างาน 3.1 รายงานอ บ ต การณ (Incident Reporting) 3.2 การค ดกรองเหต การณ (Occurrence Screening) 3.3 การายงานเหต การณ (Occurrence Reporting) 4. จากเพ อนนอกหน วยงาน -6- อ บ ต การณ ค ออะไร? อ บ ต การณ ค อเหต การณ ท ไม พ งประสงค ท เก ดข นนอกเหน อความคาดหมายจากการท างาน ตามปกต การรายงานอ บ ต การณ ม ความส าค ญอย างไร? แหล งความเส ยง 1. รวบรวมบ นท กเหต การณ ต างๆท เก ดข น 2. รวบรวมเป นบทเร ยนเพ อการแก ไข 3.สร างว ฒนธรรมในการเร ยนร ร วมก นโดยไม กล าวโทษก นรวบรวมบ นท กเหต การณ ต างๆ ท เก ดข น 4. รวบรวมเป นบทเร
Related Search
Similar documents
View more...
We Need Your Support
Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

Thanks to everyone for your continued support.

No, Thanks