การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม - PDF

Description
การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม ปร ญญาน พนธ ของ ส ภาพร ช นช ย เสนอต อบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ เพ อเป นส วนหน

Please download to get full document.

View again

of 22
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Sheet Music

Publish on:

Views: 10 | Pages: 22

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม ปร ญญาน พนธ ของ ส ภาพร ช นช ย เสนอต อบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ เพ อเป นส วนหน งของการศ กษา ตามหล กส ตรปร ญญาว ทยาศาสตรด ษฎ บ ณฑ ต สาขาการว จ ยพฤต กรรมศาสตรประย กต เมษายน 2551 การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม ปร ญญาน พนธ ของ ส ภาพร ช นช ย เสนอต อบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ เพ อเป นส วนหน งของการศ กษา ตามหล กส ตรปร ญญาว ทยาศาสตรด ษฎ บ ณฑ ต สาขาการว จ ยพฤต กรรมศาสตรประย กต เมษายน 2551 ล ขส ทธ เป นของมหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม บทค ดย อ ของ ส ภาพร ช นช ย เสนอต อบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ เพ อเป นส วนหน งของการศ กษา ตามหล กส ตรปร ญญาว ทยาศาสตรด ษฎ บ ณฑ ต สาขาการว จ ยพฤต กรรมศาสตรประย กต เมษายน 2551 ส ภาพร ช นช ย. (2551). การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม. ปร ญญาน พนธ วท.ด. (การว จ ย พฤต กรรมศาสตรประย กต ). กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. คณะกรรมการควบค ม : อาจารย ดร.ย ทธนา ไชยจ ก ล, รองศาสตราจารย ดร.อรพ นทร ช ชม, รองศาสตราจารย ดร.ธ ารงค อ ดมไพจ ตรก ล. การว จ ยเร องน ม จ ดประสงค เพ อ 1) ศ กษาป ญหาของโรงเร ยนในการจ ดการเร ยนรวมส าหร บ เด กท ม ความต องการพ เศษ 2) ส งเสร มให ฝ ายต าง ๆ ท เก ยวข องท งภายในและภายนอกโรงเร ยน ได เข า มาม ส วนร วมในการด าเน นงานการจ ดการศ กษาแก เด กท ม ความต องการพ เศษ และ 3) พ ฒนาร ปแบบ การจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษให ประสบความส าเร จได ตามสภาพการณ ท เป นอย ในโรงเร ยนและช มชน โดยใช กระบวนการว จ ยเช งปฏ บ ต การแบบม ส วนร วม ส งเสร มการม ส วน ร วมโดยใช เทคน คการระดมแนวค ดเพ อสร างอนาคตร วมก น (Future Search Conference : F.S.C.) ท าการศ กษาในโรงเร ยนว ดก ค า (เมธาว ส ยคณาทร) อ าเภอส นป าตอง จ งหว ดเช ยงใหม เก บรวบรวม ข อม ลโดยใช ว ธ การเช งค ณภาพและเช งปร มาณ เคร องม อว ดในเช งค ณภาพ ได แก การสนทนากล ม การ ส มภาษณ เจาะล กและการส งเกตแบบม ส วนร วมและไม ม ส วนร วม เคร องม อว ดเช งปร มาณเป น แบบสอบถามว ดความร ของน กเร ยนในเร องเพ อนท ม ความต องการพ เศษ แบบว ดความร ของคร ในการ สอนเด กท ม ความต องการพ เศษเร ยนรวมในโรงเร ยน แบบว ดเจตคต ของน กเร ยนต อเพ อนท เป นเด กท ม ความต องการพ เศษ และแบบว ดเจตคต ของคร ผ สอนต อการร บเด กท ม ความต องการพ เศษเข าเร ยนรวม ในโรงเร ยน กระบวนการว จ ยแบ งเป น 4 ระยะ ค อ ระยะเตร ยมการ ระยะก าหนดแนวทางและวางแผน แก ไขป ญหา ระยะด าเน นการและระยะประเม นผล ผลการว จ ยท ได ม ด งน 1. โรงเร ยนย งม ป ญหาในการจ ดการเร ยนรวมในส วนของการขาดความร ของคร ในเร องการ ค ดกรองเด กท ม ความต องการพ เศษประเภทม ความบกพร องทางด านการเร ยนร และสมาธ ส นซน ผ ดปกต ความร ในเร องเทคน คการสอนเด กท ม ความต องการพ เศษ ความร เร องของการกระต น พ ฒนาการเบ องต น เด กน กเร ยนปกต ม เจตคต ท ไม ด ต อเพ อนท เป นเด กท ม ความต องการพ เศษ เด กท ม ความต องการพ เศษเองย งปฏ เสธความบกพร องของต วเองอย ท าให ไม ได ร บความช วยเหล อ และ ผ ปกครองท ย งขาดการเอาใจใส ช วยเหล อบ ตรหลานของตนเองอย างเต มท 2. การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมในการว จ ยคร งน เป นการพ ฒนาว ธ การท เหมาะสมสามารถแก ไขป ญหาได จร งตรงตามสภาพการณ ท เป นจร ง สน บสน นส งเสร มให ท กฝ ายท ม ส วนเก ยวข องก บการจ ดการเร ยนรวมเข ามาม ส วนร วมในกระบวนการว จ ย ต งแต การค ดค นหาป ญหา การหาแนวทางในการแก ป ญหาท เก ดจากป จจ ยภายในและภายนอกโรงเร ยน เก ดเป นโครงการในการ แก ป ญหา 7 โครงการ ได แก โครงการค ดกรองเด กท ม ความต องการพ เศษ โครงการเทคน คการสอนเด ก ท ม ความต องการพ เศษแต ละประเภท โครงการเพ อนช วยเพ อน โครงการสร างเจตคต ท ด ต อเด กท ม ความต องการพ เศษให แก เด กปกต โครงการให ความร เด กท ม ความต องการพ เศษในเร องการ พ ฒนาการควบค มตนเอง โครงการส งเสร มพ ฒนาการด านการร บความร ส กและการใช กล ามเน อ ซ ง เป นโครงการพ ฒนาป จจ ยภายในโรงเร ยน และโครงการผ ปกครองสอนล ก ซ งเป นโครงการพ ฒนาป จจ ย ภายนอกโรงเร ยน ในการด าเน นโครงการท กโครงการม การประเม นผลร วมก นระหว างผ ว จ ยและ ผ ร บผ ดชอบโครงการในระหว างการด าเน นงาน 3 รอบ เพ อน าป ญหาต าง ๆ ท เก ดข นมาปร บปร งแก ไข และน าไปปฏ บ ต ใหม จนบรรล ว ตถ ประสงค ของโครงการ 3. การใช กระบวนการว จ ยเช งปฏ บ ต การแบบม ส วนร วมและเทคน ค F.S.C. สามารถ สน บสน นส งเสร มให ฝ ายต าง ๆ ท เก ยวข องเข ามาม ส วนร วมในการด าเน นงาน ต งแต การค นหาป ญหา และความต องการ การก าหนดแนวทางและวางแผนในการแก ป ญหา การลงม อปฏ บ ต และการ ประเม นผล ท าให ฝ ายต าง ๆ เก ดการเร ยนร จากการกระท าด วยตนเอง ซ งน าไปส การพ ฒนาการจ ดการ เร ยนรวมในช มชนของตนเองอย างย งย น 4. ได ร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษในโรงเร ยนกรณ ศ กษา ค อ APACP Model DEVELOPMENT OF COLLABORATIVE INCLUSION MODEL FOR STUDENTS WITH SPECIAL NEEDS: A CASE STUDY OF AN INCLUSIVE SCHOOL IN CHIANGMAI PROVINCE AN ABSTRACT BY SUPAPORN CHINCHAI Presented in Partial Fulfillment of the Requirements For the Doctor of Philosophy degree in Applied Behavioral Science Research at Srinakharinwirot University April 2008 Supaporn Chinchai. (2008). Development of collaborative inclusion model for students with special needs: A case study of an inclusive school in ChiangMai province. Dissertation,Ph.D. (Applied Behavioral Science Research). Bangkok: Graduate School, Srinakharinwirot University. Advisor Committee: Dr. Yutthana Chaijukul, Assoc. Prof. Dr. Orapin Chuchom, Assoc. Prof. Dr. Tumrong Udompijitkul. The main purposes of this research were to 1) investigate problems of collaborative inclusion model in school for students with special needs; 2) encourage all stakeholders, both on-institution and off-institution, involved in process of provision of special education for students with special needs; 3) develop collaborative inclusion model for students with special needs on basis of situational contingency, in both schools and community. Research design was Participatory Action Research (PAR), and applied Future Search Conference technique (F.S.C.) for encouraging subjects participation in searching and identifying their problems. Data collection site was at Wat Gookum School (Mathawisaikanathorn), Sanpatong district, Chiang Mai province. Data collection was gathered by both qualitative and quantitative methods. Qualitative techniques used in this study were focus-group, in-depth interview, participatory and non-participatory observation. Measures used in quantitative part were questionnaires concerning students knowledge on friends with special needs, teachers knowledge in teaching students with special needs, regular students attitude toward friends with special needs, and teachers attitude toward acceptance of students with special needs to study in school. There were four stages in the study-process which comprised; 1) preparation phrase, 2) designation and planning of problem- solving phrase, 3) operation phrase, and 4) assessment phrase. Results were as follows; 1. There were several problems of collaborative inclusion model in the school which were as follows; teachers lacked of knowledge in screening students with special needs, especially in group of students with learning disabilities, attention deficit and hyperactivity disorder, teachers lack of knowledge in selecting a teaching technique, and in stimulating rudimentary developmental for those students. In addition, students in school had negative attitude towards friends with special needs. Moreover, students with special needs themselves refused their impairment, which leaded to unhelpful from relevant personal. Finally, parents of these children were unaware of their children. 2. Development of collaboration inclusion model in this study was pertinent to solving problems in actual situation and encouraged all stakeholders to participate in the operation process, at the starting point, from identifying problems, to searching for guidelines or techniques of problem-solving derived by both on-school and off-school. Then, these collaboration leaded to 7 projects which comprised; 1) project for screening children with special needs, 2) project for selecting a teaching techniques appropriate for each children with special needs, 3) a friends-help friends project, 4) project for development of good attitude toward students with special needs for regular students, 5) project for educating students with special needs about the development of self-control, 6) project for encouraging developmental aspect in sensory motor program for students with special needs, and 7) a parent-teaches-children project. All of these projects were about project for the development of school s external and internal factors; by which project 1- project 6 were external-factor development project, and project 7 which was a parentteaches-children project was internal-factor development project. In implementing all projects, the assessment was jointly employed by researcher and individual project head in order that they would bring difficulties, then review and improve them, and adopt them to achieve goal of projects. 3. The operation of participatory action research, together with F.S.C. technique encouraged all stakeholders to participate in implementation, at the beginning, from search for problems and needs, identify guidelines or ways and planning for problem-solving, provide intervention, and to make an assessment. By doing this, all stakeholders learnt about process of sustainable development of collaborative inclusion model for students with special needs in their community. 4. After studying this research, researcher came up with the new model of collaborative inclusion pertinent to students with special needs which was called APACP model. ปร ญญาน พนธ เร อง การพ ฒนาร ปแบบการจ ดการเร ยนรวมส าหร บเด กท ม ความต องการพ เศษ : กรณ ศ กษาโรงเร ยนเร ยนรวมในจ งหว ดเช ยงใหม. ของ ส ภาพร ช นช ย ได ร บอน ม ต จากบ ณฑ ตว ทยาล ยให น บเป นส วนหน งของการศ กษาตามหล กส ตร ปร ญญาว ทยาศาสตรด ษฎ บ ณฑ ต สาขาว ชาการว จ ยพฤต กรรมศาสตร ประย กต ของมหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ...คณบด บ ณฑ ตว ทยาล ย (ผ ช วยศาสตราจารย ดร. เพ ญส ร จ ระเดชาก ล) ว นท เด อน เมษายน พ.ศ คณะกรรมการควบค มปร ญญาน พนธ...ประธาน (อาจารย ดร.ย ทธนา ไชยจ ก ล)...กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร. อรพ นทร ช ชม)...กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร.ธ ารงค อ ดมไพจ ตรก ล) คณะกรรมการสอบปากเปล า...ประธาน (อาจารย ดร.มน ส บ ญประกอบ)...กรรมการ (อาจารย ดร.ย ทธนา ไชยจ ก ล)...กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร. อรพ นทร ช ชม)...กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร.ธ ารงค อ ดมไพจ ตรก ล)...กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร. บ บผา อน นต ส ชาต ก ล) ประกาศค ณ ปการ งานว จ ยฉบ บน ส าเร จได ด วยด เน องจากผ ว จ ยได ร บความกร ณาอย างย งจาก อาจารย ดร. ย ทธนา ไชยจ ก ล ประธานกรรมการ รองศาสตราจารย ดร.อรพ นทร ช ชม และ รองศาสตราจารย ดร. ธ ารงค อ ดมไพจ ตรก ล กรรมการ ซ งท านท งสามได เส ยสละเวลาอ นม ค า ในการให ค าแนะน าปร กษา ตรวจสอบ แก ไขข อบกพร อง เป นพล งผล กด นและให ก าล งใจแก ผ ว จ ยด วยด เสมอมา ผ ว จ ยขอกราบ ขอบพระค ณเป นอย างส ง และขอกราบขอบพระค ณ อาจารย ดร.มน ส บ ญประกอบ ท ได กร ณาเป น ประธานในการสอบคร งน และขอกราบขอบพระค ณกรรมการแต งต งเพ มเต ม ได แก รองศาสตราจารย ดร. บ บผา อน นต ส ชาต ก ล ภาคว ชาว ดและประเม นผลการสอน คณะศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยเช ยงใหม ท กร ณาเป นกรรมการในการสอบปากเปล า ได กร ณาให ค าแนะน าในการแก ไข งานว จ ยฉบ บน ผ
Related Search
Similar documents
View more...
We Need Your Support
Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

Thanks to everyone for your continued support.

No, Thanks