7 59+ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล+ภาค+๑

Description
1. คำนำ พระวินัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คือ มหาวิภังค์…

Please download to get full document.

View again

of 409
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 6 | Pages: 409

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. คำนำ พระวินัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คือ มหาวิภังค์ ภิกขุนี- วิภังค์ มหาวรรค จุลวรรค และปริวาร. มีอรรถกถา ชื่อสมันต- ปาสาทิกา อันเป็นผลงานของพระเถระชาวชมพูทวีป ชื่อพุทธโฆษา- จารย์ รจนาขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปได้ประมาณพันปี พระ เถระรูปนี้เป็นมหาปราชญ์ ที่พุทธศาสนิกชนรู้จักกันมากในประเทศที่ นับถือศาสนาฝ่ายเถรวาททั้งหลาย เพราะท่านได้แปลคัมภีร์อรรถกถา พระไตรปิฎกจากภาษาสิงหลมาเป็นภาษาบาลี จัดว่าเป็นงานใหญ่ ชิ้นสำคัญ เป็นมรดกตกทอดมาถึงเราทั้งหลายจนทุกวันนี้ เมืองไทยได้ ใช้คัมภีร์ที่ท่านรจนาไว้ เป็นหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมตั้งแต่ ประโยค ป. ธ. ๓ ถึงประโยค ป.ธ. ๙ โดยเฉพาะสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎกที่ท่านรจนาขึ้น โดยยึดเค้าโครงอรรถกถาเดิม คือ มหาอรรถกถา มหาปัจจรี และกุรุนทีเป็นหลัก ดังปรากฏใน อารัมภกถา ปฐมสมันตปาสาทิกานี้. สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก ที่ชำระพิมพ์เป็น อักษรไทย ท่านแบ่งเป็น ๓ ภาคคือ ภาค ๑ พรรณนาความในคัมภีร์ มหาวิภังค์ เริ่มด้วยพาหิรนิทาน เวรัญชกัณฑ์ และปาราชิก ๔ ที่เรียก ว่าอาทิกรรม, ภาค ๒ พรรณนาความในมหาวิภังค์ ตั้งแต่สังฆาทิเสส ถึงเสขิยวัตรและในภิกขุนีภังค์, ภาค ๓ พรรณนาความในมหาวรรค จุลวรรค และปริวาร. ภาค ๑-๒ องค์การศึกษาคณะสงฆ์ไทย ได้ประกาศใช้เป็นหลัก สูตรประโยค ป.ธ. ๗ วิชาแปลมคธเป็นไทย และใช้เป็นหลักสูตร ประโยค ป.ธ. ๘ วิชาแปลไทยเป็นมคธ, ภาค ๓ ใช้เป็นหลักสูตร ประโยค ป.ธ. ๖ วิชาแปลมคธเป็นไทย ในสมัยปัจจุบันน้.ี ก็อรรถกถาทั้งหลาย ซึ่งแก้ความพระบาลีนั้น พระอาจารย์ผู้ รจนามีความมุ่งหมายเพียงเพื่อจะเปิดเผยเนื้อความที่ยังลี้ลับ โดยอรรถ
  • 2. หรือโดยพยัญชนะให้ปรากฏชัดเท่านั้น หาได้มุ่งหมายจะอธิบายบทพระ บาลีทุกข้อไม่ เพราะฉะนั้น ลักษณะของอรรถกถา จึงมีวิธีการเป็น ๒ คือ อธิบายบทพยัญชนะอย่างหนึ่ง อธิบายความหมายอย่างหนึ่ง และ ทั้ง ๒ วิธีนี้ ก็หาได้จัดสรรให้เป็นหมวดเป็นหมู่ไม่ ท่านทำคละกันไป ตามลำดับแห่งบทพระบาลีที่มาถึงเข้า ที่อธิบายไว้เป็นเรื่องสั้น ๆ ก็มี เป็นเรื่องยาว ๆ ก็มี ล้วนเป็นเรื่องที่เกื้อกูลแก่ความรู้ความเข้าใจของ ผู้ใคร่ศึกษาทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่ในเรื่องพระศาสนาเท่านั้น ยังเป็น เครื่องส่องให้เห็นความเป็นไปของคนในสมัยสองพันกว่าปีล่วงมาแล้วอีก ด้วยว่า มีความประพฤติอย่างไร มีความนิยมอย่างไร มีจารีต ประเพณีอย่างไร เรื่องเหล่านี้ เป็นเครื่องเทียบความเจริญความเสื่อม ของหมู่ชน ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระศาสนา เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันให้ ต่อกัน เพราะฉะนั้น ปกรณ์อรรถกถา จึงจัดว่าเป็นเรื่องน่าอ่าน น่า สนใจอย่างยิ่ง. อนึ่งเล่า แบบแผนต่าง ๆ ทั้งทางธรรมและทางวินัย โดยมาก ท่านผู้รจนา ได้ถือเอานัยอรรถกถามาอธิบายประกอบพระบาลี เพราะ ถือว่า อรรถกถาเป็นปกรณ์หลักฐานควรเชื่อถือเป็นที่สองรองจากพระ บาลี และเชื่อว่า ท่านพระอรรถกถาจารย์เป็นผู้รู้พระพุทธาธิบาย อาศัยเหตุนี้ กองตำรามหามกุฏราชวิทยาลัย จึงตั้งใจจะให้แปลปกรณ์ อรรถกถา ที่องค์การศึกษาคณะสงฆ์ไทยให้เป็นหลักสูตรการศึกษาพระ ปริยัติธรรม ให้เป็นฉบับของมหามกุฏ ฯ เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็น อุปกรณ์การศึกษาแผนกนี้ ของนักศึกษา และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ พุทธศาสนิกชนทั่วไป. สำหรับตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยภาค ๓ นั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์๑ วัดมกุฏกษัตริยาราม ได้แปลเป็น ภาษาไทยในสมัยยังเป็นเปรียญ และได้มอบลิขสิทธิ์ให้แก่มหามกุฏ- ราชวิทยาลัยจัดพิมพ์มาช้านานแล้ว ส่วนภาค ๑-๒ กองตำรามหา-
  • 3. มกุฏ ฯ ได้มอบให้พระเถระที่เป็นเปรียญ ๙ ประโยค ซึ่งเป็นกรรมการ กองตำรามหามกุฏ ฯ รับไปดำเนินการแปล โดยเฉพาะท่านเจ้าคุณ พระเทพวราภรณ์ (ผุย คตญาโณ ป.ธ. ๙) วัดปทุมวนาราม เมื่อ ท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้แปลสมันตปาสาทิกาภาค ๑ จบ แต่เพราะ กรรมการกองตำรามหามกุฏ ฯ มีงานอื่นในแผนกตำราจำต้องรีบจัดทำ ก่อน และกรรมการแต่ละท่านก็มีภารกิจทางอื่นอีก ไม่มีเวลาที่จะชำระ พิมพ์ได้ เรื่องจึงชะงักอยู่เป็นเวลานาน เมื่อท่านผู้แปลถึงมรณภาพ แล้ว ทางวัดปทุมวนาราม ได้มอบเอกสารการเขียนของท่านยก กรรมสิทธิ์ให้แก่มหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อดำเนินการต่อไปตาม ความประสงค์ของท่านผู้แปล แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ต้นฉบับสมันต- ปาสาทิกาภาค ๑ ที่ท่านแปลไว้นั้น ขาดหายไปเป็นตอน ๆ หาไม่พบ ดังนั้นตอนที่ขาดหายไป ถ้าเป็นประโยคที่เคยแปลออกสอบสนามหลวง ก็ใช้ของสนามหลวงแทน หรือถ้าเป็นประโยคทีท่านบุรพาจารย์เคย แปลไว้ก็ใช้ของท่านแทน แต่ถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ก็ขอให้กรรมการ กองตำรามหากุฏ ฯ แปลใหม่ กรรมการกองตำรา จึงได้ชำระแก้ไข คำแปลของเดิมบางคำตามที่ยุติกันในเวลานี้บ้าง บางตอนก็แปลใหม่ ทีเดียวบ้าง. ส่วนสมันตปาสาทิกาภาค ๒ ได้ขอให้พระมหาแพร กมฺมสาโร เปรียญ ๙ ประโยค วัดเขมาภิรตามราม นนทบุรี แปล ได้แปลจบ แล้ว ยังมิได้ชำระพิมพ์ จะได้ดำเนินการในโอกาสต่อไป. สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ที่เป็นพากย์มคธ แม้จะ ได้ชำระกันมาหลายคราว ก็ยังไม่วายมีผิดพลาด แต่ความผิดพลาดนั้น แก้ไขได้ ไม่ควรยกขึ้นเป็นข้อตำหนิ ทั้งเป็นหนังสือที่ละเอียด มีข้อ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรพิจารณาอยู่แทบทั้งคัมภีร์ จึงเป็นเรื่องที่หนักใจ ของผู้จัดทำเป็นพากย์ไทยอยู่มิใช่น้อย การจัดทำเป็นพากย์ไทยในครั้งนี้ ได้ถือหลักดังนี้ คือ:-
  • 4. การแปล ถือหลักคำนึงถึงผู้ศึกษาเป็นสำคัญ ได้พยายามแปล ไม่โลดโผนนัก มุ่งอรรถทางมคธให้ตรงกับไทย ให้สำนวนเรียบร้อย กะทัดรัด ไม่รุ่มร่าม แต่การแปลที่จะให้ถูกตามมติที่นิยมเป็นแบบ เดียวกันนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะครูบาอาจารย์แต่ละสำนักมีมตินิยม ต่างกัน ลางแห่งก็อาจแปลได้หลายนัย เพราะฉะนั้น จึงขอให้เข้าใจ ว่า ที่แปลครั้งนี้ เป็นเพียงมติของครูบาอาจารย์ในสำนักหนึ่ง และโดย ลักษณะหนึ่งเท่านั้น. การตรวจชำระ ถือหลักความถูกต้องโดยอรรถพยัญชนะ และ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นประมาณ คือปรับถ้อยคำสำนวนและ อื่น ๆ ให้ลงระเบียบเดียวกัน ไม่ลักลั่น แม้เช่นนั้นก็อาจมีการลักลั่น อยู่บ้างเป็นธรรมดา ซึ่งจะได้แก้ไขในคราวต่อไป. การลงเชิงอรรถ ข้อความที่ลงเชิงอรรถนั้น แบ่งเป็นข้อควรรู้ อย่างหนึ่ง บอกชื่อคัมภีร์ที่มาอย่างหนึ่ง ข้อที่ควรรู้นั้น เป็นศัพท์ทาง ไวยากรณ์ก็มี เป็นศัพท์เกี่ยวกับธรรมะหรือลัทธิศาสนาก็มี ได้ชี้แจง ไว้เท่าที่สามารถ คัมภีร์ที่มานั้น พึงทราบว่าเป็นคัมภีร์ที่ได้พิมพ์เป็น อักษรไทยแล้ว ได้บอกเล่ม เลขหน้าไว้ด้วย. หวังว่า หนังสือชุดนี้ จักเป็นเครื่องมือให้ความสะดวกแก่นักศึกษา ทั้งหลายได้ตามสมควร และจะเป็นทางเรืองปัญญาของผู้ใคร่ศึกษา ทั่วไป มหากุฏราชวิทยาลัย ขอขอบคุณท่านผู้แปล ท่านผู้ช่วย ตรวจแก้ และท่านที่ได้ช่วยเหลือในการนี้ทุก ๆ ท่าน ตั้งแต่ต้นจน สำเร็จเป็นฉบับพิมพ์ และขออุทิศน้ำพักน้ำแรงในการจัดทำนี้ บูชา คุณท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้รจนาปกรณ์อรรถกถานี้ และท่าน บุรพาจารย์ผู้บริหารพระศาสนา อบรมสั่งสอนสืบต่อกันมาโดยลำดับ จนถึงยุคปัจจุบันนี้. อนึ่ง มหามกุฏราชวิทยาลัย ขอถวายพระราชกุศลแด่พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า
  • 5. องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ในมหามงคล- สมัยที่ทรงเจริญพระชนพรรษาเสมอด้วยสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้า มหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๓๕๐๘. ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจพระราชกุศลบารมี ได้อภิบาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธรรมิก- มหาราชธิราชเจ้า พร้อมทั้งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา ให้ทรงปราศจากทุกข์ ภัย โรค ทรงเจริญพระชนมายุ วรรณะ สุขะ พลานามัย เสด็จสถิตสถาพรในพระสิริราชสมบัติ แผ่ พระราชกฤดาภินิหารบรมเดชานุภาพ เป็นที่พึ่งร่มเย็น แห่งพระบรม- วงศานุวงศ์ รัฐบาล ข้าราชการ กับทั้งอาณาประชาราษฎร สมณ- ชีพราหมณาจารย์ ตลอดกาลนานเทอญ. มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๘ ๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐยี)
  • 6. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 1 อรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกาแปล มหาวิภังควรรณนา ภาค ๑ อารัมภกถา * ข้าพเจ้าขอถวายนมัสการแด่พระผู้เป็นที่พึ่ง ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา พระองค์ผู้ทรง กระทำกรรมที่ทำได้ยากยิ่ง ตลอดกาลซึ่งจะ นับประมาณมิได้ แม้ด้วยหลายโกฏิกัป ทรง ถึงความยากลำบาก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ สัตวโลก. ข้าพเจ้าขอถวายนมัสการแก่พระ ธรรมอันประเสริฐ อันขจัดเสียซึ่งข่ายคือกิเลส มีอวิชชาเป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าทรงเสพอยู่เป็น นิตย์ ซึ่งสัตวโลกเมื่อไม่หยั่งรู้ต้องท่องเที่ยวไป สู่ภพน้อยและภพใหญ่. ข้าพเจ้าขอถวายนมัส- การด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระอริสงฆ์ ผู้ประกอบ * องค์การศึกษาแผนกบาลี แปลออกสอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๐๖
  • 7. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 2 ด้วยคุณ มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ วิมุติญาณทัสนะเป็นเค้ามูล เป็นเนื้อนาบุญของ เหล่าชนผู้มีความต้องการด้วยกุศล. ข้าพเจ้า นมัสการอยู่ ซึ่งพระรัตนตรัยอันควรนมัสการ โดยส่วนเดียว ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ได้ แล้วซึ่งกุศลผลบุญที่ไพบูล หลั่งไหลไม่ขาด สายอันใด ด้วยอานุภาพแห่งกุศลผลบุญนั้น ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ปลอดอันตราย. ข้าพเจ้า จักอาศัยอานุภาพของท่านบูรพาจารย์พรรณนา พระวินัยให้ไม่ปะปนกัน ซึ่งเมื่อทรงอยู่แล้ว ศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้มิได้ทรงตั้งมั่นอยู่ (ในส่วนสุดทั้งสอง) แต่ทรงดำรงชอบด้วยดี (ในมัชฌิมาปฏิปทา) เป็นอันประดิษฐานอยู่ได้. แท้ที่จริง พระวินัยนี้ ถึงท่านบูรพาจารย์ผู้ องอาจ ซึ่งขจัดมลทินและอาสวะออกหมดแล้ว ด้วยน้ำคือญาณ มีวิชาและปฏิสัมภิทาบริสุทธิ์ ฉลาดในการสังวรรณนาพระสัทธรรม หาผู้ เปรียบปานในความเป็นผู้ขัดเกลาได้ไม่ง่าย เปรียบดังธงชัยของวัดมหาวิหาร ได้สังวรรณนา ไว้โดยนัยอันวิจิตร คล้อยตามพระสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ. กระนั้น เพราะสังวรรณนานี้ มิได้
  • 8. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 3 อำนวยประโยชน์ไร ๆ แก่ชาวภิกษุในเกาะอื่น เพราะท่านเรียบเรียงไว้ด้วยภาษาชาวเกาะสิงหล ฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้รำลึกอยู่ด้วยดีโดยชอบ ถึง คำเชิญของพระเถระนามว่า พุทธสิริ จึงจัก เริ่มด้วยดี ซึ่งการสังวรรณนานี้ อันควรแก่นัย พระบาลี ณ บัดนี้. และเมื่อจะเริ่มด้วยดี ซึ่ง สังวรรณนานั้น จักเอามหาอรรถกถาเป็นโครง ของสังวรรณนานั้น ไม่ละข้อความอันควร แม้จากวินิจฉัย ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอรรถกถา มหาปัจจรี และอรรถกถาอันปรากฏด้วยดีโดย ชื่อว่ากุรุนทีเป็นต้น กระทำเถรวาทไว้ในภายใน แล้ว จึงจักเริ่มด้วยดีโดยชอบซึ่งสังวรรณนา. ขอภิกษุทั้งหลายปูนเถระ ปูนใหม่ และปาน กลาง ผู้มีจิตเลื่อมใสเคารพนับถือพระธรรม ของพระตถาคตเจ้า ผู้มีดวงประทีปคือพระธรรม จงตั้งใจฟังสังวรรณนานั้นของข้าพเจ้า โดย เคารพเถิด. พระอรรถกถาจารย์ชาวสิงหล มิได้ละมติ (อธิบาย) ของท่านพุทธบุตรทั้งหลาย ผู้รู้ ธรรมวินัย เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ได้แต่งอรรถกถาในปางก่อน. เพราะเหตุนั้นแล
  • 9. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 4 คำที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหมด ยกเว้น คำที่เขียนด้วยความพลั้งพลาดเสีย ย่อมเป็น ประมาณแห่งบัณฑิตทั้งหลายผู้มีความเคารพใน สิกขาในพระศาสนานี้. ก็เพราะแม้วรรณนา นี้ จะแสดงข้อความแห่งคำทั้งหลายที่มาในพระ สุตตันตะให้เหมาะสมแก่พระสูตร ละทิ้งภาษา อื่นจากอรรถกถานั้นเสียทีเดียว และย่นพล ความพิสดาร (คำประพันธ์ที่พิสดาร) ให้ รัดกุมเข้า ก็จักไม่ให้เหลือไว้ ซึ่งข้อวินิจฉัย ทั้งปวง ไม่ข้ามลำดับพระบาลีที่เป็นแบบแผน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น บัณฑิตควร ตามศึกษาวรรณนานี้โดยเอื้อเฟื้อแล ฯ๑ เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในคาถาเหล่านั้นว่า " จักพรรณนาพระ วินัย " ดังนี้ ผู้ศึกษาควรกำหนดพระวินัยก่อนว่า " วินัยนั้น คืออะไร ? " เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวคำนี้ว่า " ที่ชื่อว่า วินัย ในที่นี้ประสงค์ ๑. นย. สารตฺถทีปนี ๑/๔๓-๔๗ ว่า เพราะแม้วรรณนานี้ ซึ่งจะแสดงข้อความแห่งถ้อยคำอัน มาในพระสุตตันตะให้เหมาะสมกับพระสูตร ข้าพเจ้าก็จักละภาษาอื่นจากอรรถกถานั้นเสียเลย และ ย่นพลความที่พิสดารให้รัดกุมเข้า ไม่ละทิ้งข้อวินิจฉัยทั้งปวงให้เหลือไว้ ไม่ข้ามลำดับพระบาลีที่ เป็นแบบแผนอะไร ๆ แล้วจักรจนา, เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาควรตั้งใจสำเหนียกวรรณนานี้แล.
  • 10. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 5 เอาวินัยปิฎกทั้งสิ้น. " ก็เพื่อจะสังวรรณนาพระวินัยนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าว มาติกาดังต่อไปนี้ว่า " พระวินัยปิฎกนี้ ผู้ใดกล่าวไว้ กล่าวในกาล ใด กล่าวไว้เพราะเหตุใด ผู้ใดทรงไว้ ผู้ใด นำสืบมา และตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด ข้าพเจ้า กล่าววิธีนี้แล้ว ภายหลังจักแสดงเนื้อความ แห่งปาฐะว่า "เตน" เป็นต้น โดยประการต่าง ๆ ทำการพรรณนาอรรถแห่งพระวินัย. " บรรดามาติกาเหล่านั้น คำว่า " วุตฺตํ เยน ยทา ยสฺมา " นี้ ท่านอาจารย์กล่าวหมายเอาคำมีอาทิอย่างนี้ก่อนว่า " โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ( ณ โคนต้นไม้สะเดาอันนเฬรุยักษ์สิง สถิต ) ใกล้เมืองเวรัญชา๑. " เพราะคำนี้มิใช่เป็นคำที่กล่าวให้ประจักษ์ กับพระองค์เองแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า.๒ เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึง ควรกล่าวตั้งปัญหานั่นดังนี้ ว่า " คำนี้ใครกล่าวไว้ กล่าวไว้ในกาลไหน และเพราะเหตุไร จึงกล่าวไว้. " (แก้ว่า) "คำนี้ท่านพระอุบาลี เถระกล่าวไว้ " ก็แลคำนั้น ท่านพระอุบาลีเถระกล่าวไว้ในคราวทำ ปฐมมหาสังคีติ (ในคราวทำสังคายนาใหญ่ครั้งแรก). อันชื่อว่า ปฐม- ๑. วิ. มหา. ๑/๑ ๒. นย. สารตฺถทีปนี ๑/๓๙ ว่า คือมิใช่เป็นพระดำรัสที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ หรือเป็นคำที่ท่านกล่าวไว้ในเวลาที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่.
  • 11. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 6 มหาสังคีตินี้ พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้กล่าวแล้วในปัญจสติก- สังคีติขันธกะแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น๑ เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทาน บัณฑิตควรทราบตามนัยนี้ แม้ในอรรถกถานี้ ๑. วิ. จุลฺ. ๗/๓๗๙.
  • 12. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 7 พาหิรนิทานวรรณนา [ปรารภมูลเหตุทำปฐมสังคายนา] * ความพิสดารว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ตั้งแต่ทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไปเป็นต้น จน ถึงโปรดสุภัททปริพาชกแล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ ในเวลาใกล้รุ่ง ในวันวิสาขปุณณมี ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ใน สาลวัน อันเป็นที่เสด็จประพาสของเจ้ามัลละทั้งหลาย ใกล้กรุงกุสินารา ท่านพระมหากัสสปผู้เป็นพระสังฑเถระแห่งภิกษุประมาณ ๗ แสนรูป ซึ่งประชุมกันในสถานที่ปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ระลึกถึง คำที่สุภัททวุฑฒพรรพชิตกล่าว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน แล้วได้ ๗ วันว่า "อย่าเลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกไปเลย ท่านทั้งหลายอย่าร่ำไรไปเลย พวกเราพ้นดี แล้วจากพระมหาสมณะพระองค์นั้น ด้วยว่าพวกเราถูกพระมหาสมณะ พระองค์นั้น คอยรบกวนห้ามปรามว่า ' นี้สมควรแก่เธอทั้งหลาย นี้ ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย ' ดังนี้ ก็บัดนี้พวกเราจักปรารถนากระทำ กรรมใด ก็จักทำกรรมนั้น พวกเราจักไม่ปรารถนากระทำกรรมใด จักไม่ทำกรรมนั้น๑ " ดังนี้ ดำริอยู่ว่า "ข้อที่พวกปาปภิกษุ จะพึง เป็นผู้สำคัญเสียว่า ' ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงไปแล้ว ' ดังนี้ ได้พรรค * องค์การศึกษาแผนกบาลี แปลออกสอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๙๐. ๑. วิ. จุล. ๗/๓๘๐
  • 13. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 8 พวกแล้วพึงยังพระสัทธรรมให้อันตรธานได้ไม่นานเลย เรื่องนี้เป็น ฐานะที่มีได้แน่." ความจริง พระวินัยยังตั้งอยู่ตราบใด ปาพจน์ยังมี พระศาสดาไม่ล่วงไปแล้วตราบนั้น ข้อนี้สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า " อานนท์ ! ธรรมวินัยใดอันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอ ทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา๑ " ดังนี้ อย่ากระนั้นเลย เราพึง สังคายนาพระธรรมและพระวินัย ซึ่งจะเป็นวิธีที่พระศาสดานี้จะพึงดำรง มั่นตั้งอยู่สิ้นกาลนาน. อนึ่ง โดยเหตุที่เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า "กัสสป ! เธอจักทรงผ้าบังสุกุลอันทำด้วยป่านของเรา ซึ่ง เราใช้นุ่งห่มแล้วหรือ " ดังนี้ แล้วทรงอนุเคราะห์ด้วยสาธารณบริโภค ในจีวร และด้วยการทรงยกย่องไว้เทียบเทียมพระองค์ในอุตริมนุสธรรม มีอนุปุพพวิหารเก้า แล้วอภิญญาหกเป็นประเภท โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ว่า " ภิกษุทั้งหลาย ! เราจำนงอยู่เพียงใด เราสงัดแล้วจากกาม ทั้งหลายเทียว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงพร้อมซึ่งปฐมฌาน อยู่ได้เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลาย ! แม้กัสสปจำนงอยู่เพียงใด เธอสงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ ย่อมเข้าถึงพร้อมซึ่งปฐมฌานอยู่ได้เพียงนั้นเหมือนกัน "๒ ดังนี้ ความเป็นผู้ไม่มีหนี้อย่างอื่นอะไร จักมีแก่เรานั้นได้, พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงทราบเราว่า "กัสสปนี้จักเป็นผู้ดำรงวงศ์พระสัทธรรมของเรา " ดังนี้แล้ว ทรงอนุเคราะห์ด้วยอสาธารณานุเคราะห์นี้ ดุจพระราชาทรง ทราบพระราชโอรสผู้จะดำรงวงศ์สกุลของพระองค์แล้ว ทรงอนุเคราะห์ ๑. ที. มหา. ๑๐/๑๗๘. ๒. สํ. นิทาน. ๑๖/๒๖๐.
  • 14. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 9 ด้วยการทรงมอบเกราะของพระองค์และพระอิสริยยศฉะนั้น มิใช่หรือ " ดังนี้ จึงยังความอุตสาหะให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อสังคายนาพระ ธรรมวินัย* เหมือนอย่างที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า "ครั้ง นั้นแล ท่านพระมหากัสสป ได้เตือนภิกษุทั้งหลายว่า "ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ! สมัยหนึ่งเราพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวา มาสู่เมืองกุสินารา๑ " ดังนี้เป็นต้น. สุภัททกัณฑ์ทั้งปวง ผู้ศึกษาพึงทราบโดยพิสดาร. [ พระมหากัสสปชักชวนทำสังคายนา ] เบื้องหน้าแต่นั้น ท่านพระมหากัสสปได้กล่าวว่า " ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ! เอาเถิด เราทั้งหลายจะสังคายนาพระธรรมและพระวินัยกัน เพราะว่า ในกาลเบื้องหน้า อธรรมจะรุ่งเรือง ธรรมจะถูกขัดขวาง อวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจะถูกขัดขวาง ในกาลภายหน้า พวกอธรรมวาที จะมีกำลัง พวกธรรมวาทีจะหย่อนกำลัง พวกอวินัยวาทีจะมีกำลัง พวก วินัยวาทีจะหย่อนกำลัง๒ " ดังนี้. ภิกษุทั้งหลายได้เรียนท่านว่า "ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น ขอพระเถระโปรดคัดเลือกภิกษุทั้งหลายเถิด๓. " [ พระมหากัสสปคัดเลือกภิกษุ ๔๙๙ รูป ] พระเถระเว้นภิกษุผู้เป็นปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระขีณาสพสุกขวิปัสสก ผู้ทรงพระปริยัติ คือนวังค- สัตถุศาสน์ทั้งสิ้นเสียจำนวนหลายร้อยและหลายพัน เลือกเอาเฉพาะ พระภิกษุขีณาสพเท่านั้น มีจำนวน ๔๙๙ รูป ผู้ทรงไว้ซึ่งประเภท ๑. วิ. จุลฺ ๗/๓๗๙. ๒-๓. วิ. จุลฺ. ๗/๓๘๐.
  • 15. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 10 แห่งสรรพปริยัติ คือพระไตรปิฎก ได้บรรลุปฏิสัมภิทามีอานุภาพมาก แตกฉานในไตรวิชาเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นสู่เอตทัคคะ โดยมาก ผู้ซึ่งพระธรรมสังคาหกาจารย์หมายถึงจึงกล่าวคำนี้ว่า "ครั้ง นั้นแล ท่านพระมหากัสสปได้คัดเลือกพระอรหันต์ ๔๙๙ รูป๑ " ดังนี้ เป็นต้น. [ ทำสังคายนาจะเว้นพระอานนท์ไม่ได้ ] ถามว่า " ก็พระเถระทำให้หย่อนอยู่ ๑ รูป เพื่อใคร ? " แก้ว่า " เพื่อให้โอกาสแก่ท่านพระอานนทเถระ. " จริงอยู่ การ สังคายนาธรรมไม่อาจทำทั้งร่วมทั้งแยกจากท่านพระอานนท์นั้นได้ เพราะ ท่านพระอานนท์นั้นยังเป็นพระเสขะมีกิจจำต้องทำอยู่, ฉะนั้นจึงไม่อาจ ทำร่วมกับท่านได้, แต่เพราะนวังคสัตถุศาสน์มีสุตตะ เคยยะ เป็นต้น อะไร ๆ ที่พระทศพลแสดงแล้ว ชื่อว่าท่านมิได้รับเฉพาะพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี, เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจจะเว้นท่านได้. ถามว่า " ถ้าเมื่อไม่อาจทำอย่างนั้นได้ ถึงแม้ท่านยังเป็นพระเสขะอยู่ พระเถระก็ควรเลือก เพราะเป็นผู้มีอุปการะมากแก่การสังคายนาพระ ธรรม เมื่อมีความจำเป็นต้องเลือกอย่างนั้น เพราะเหตุไร พระเถระ จึงไม่เลือกท่าน. " แก้ว้า " เพราะจะเว้นคำค่อนขอดของผู้อื่น." ความ จริง พระเถระเป็นผู้คุ้นเคยในท่านพระอานนท์อย่างยิ่งยวด. จริงอย่าง นั้น แม้เมื่อศรีษะหงอกแล้ว ท่านพระมหากัสสป ก็ยังเรียกท่านพระ ๑. วิ. จุลฺ. ๗/๓๘๐.
  • 16. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 11 อานนท์นั้นโดยใช้กุมารกวาทะว่า " เด็กคนนี้ไม่รู้จักประมาณเสียเลย๑ " ดังนี้. อนึ่ง ท่านพระอานนท์นี้ประสูติในศากยสกุล เป็นพระภาดาของ พระตถาคต เป็นโอรสของพระเจ้าอาว์, จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลายจะสำคัญ ในพระมหากัสสปเถระนั้นเหมือนถึงฉันทาคติ จะพึงกล่าวค่อนขอดว่า " พระเถระเว้นภิกษุทั้งหลายผู้ได้บรรลุปฏิสัมภิทาเป็นอเสขะเสียเป็นอัน มาก ได้เลือกเอาพระอานนท์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาเป็นเสขะ. " พระเถระ เมื่อจะเว้นคำค่อนขอดของผู้อื่นนั้นเสีย, คิดว่า "การสังคายนาไม่อาจ ทำได้โดยเว้นพระอานนท์เสีย เราจักรับเอาพระอานนท์เข้าด้วย ตาม อนุมัติของภิกษุทั้งหลายเท่านั้น " จึงมิได้เลือกพระอานนท์นั้นเข้าด้วย. [ ภิกษุทั้งหลายขอให้เลือกพระอานนท์ ] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงพากันวิงวอนพระเถระ เพื่อต้องการ ให้เลือกพระอานนท์เสียเองทีเดียว เหมือนอย่างที่พระโบราณาจารย์ กล่าวไว้ว่า " พวกภิกษุได้กล่าวคำนี้กะท่านพระมหากัสสปว่า "ท่านผู้ เจริญ ! ถึงท่านอานนท์นี้จะยังเป็นเสขะ เป็นผู้ไม่ควรถึงความลำเอียง เพราะความรัก ความชัง ความหลง ความกลัวก็จริง, ถึงกระนั้น ธรรมและวินัย ที่ท่านได้เล่าเรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคมีมาก, ท่านผู้เจริญ ! ถ้ากระนั้น ขอพระเถระโปรดเลือกพระอานนท์เข้า ด้วยเถิด.๒ " ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสป จึงได้เลือกท่านอานนท์ เข้าด้วย๓ รวมกับท่านนั้นที่ท่านพระมหากัสสปเลือกตามอนุมัติของภิกษุ ทั้งหลาย๔ จึงเป็นพระเถระ ๕๐๐ รูป ด้วยประการฉะนี้. ๑. สํ. นิทาน. ๑๖/๒๕๘. ๒-๓-๔. วิ. จุลฺ. ๗/๓๘๐-๓๘๑.
  • 17. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 12 [ เลือกกรุงราชคฤห์เป็นที่ทำปฐมสังคายนา ] ครั้งนั้นแล ภิกษุเถระทั้งหลายได้มีความปริวิตกอย่างนี้ ว่า " พวก เราจะพึงสังคายนาพระธรรมและพระวินัย ณ สถานที่ไหนหนอแล " ครั้งนั้นแล ภิกษุเถระทั้งหลายได้ปรึกษากันอย่างนี้ว่า " กรุงราช- คฤห์แล มีที่โคจรกว้างขวาง มีเสนาสนะมากมาย, อย่ากระนั้นเลย พวกเราถึงอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ทำสังคายนาพระธรรมและพระ วินัยเถิด, ภิกษุเหล่าอื่นไม่ควรเข้าจำพรรษาในกรุงราชคฤห์.๑ " ถาม ว่า " ก็เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้นจึงปรึกษาตกลงกันดังนั้น. " แก้ว่า " เพราะจะมีวิสภาคบุคคลบางคนเข้าไปสู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วพึงคัดค้าน ถาวรกรรมของพวกเรานี้เสีย. " ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสป จึงสวด ประกาศด้วยญัตติทุติยกรรม. ญัตติทุติยกรรม๑นั้น ผู้ศึกษาพึงทราบ โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในสังคีนิขันธกะนั้นแล. [ พระมหาเถระแยกกันเดินทางไปสู่กรุงราชคฤห์ ] ครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระ ทราบว่า " นับแต่วันที่พระตถาคต ปรินิพานมา เมื่อวันสาธุกีฬาและวันบูชาพระธาตุล่วงไปได้อย่างละ ๗ วัน เป็นอันล่วงไปแล้วกึ่งเดือน, บัดนี้ฤดูคิมหันต์ยังเหลืออยู่เดือน ครึ่ง ดิถีที่จะเข้าจำพรรษาก็ใกล้เข้ามาแล้ว " จึงกล่าวว่า "ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ! พวกเราไปยังกรุงราชคฤห์กันเถิด " แล้วได้พาเอาภิกษุสงฆ์ กึ่งหนึ่งเดินไปทางหนึ่ง. พระอนุรุทธเถระก็พาเอาภิกษุสงฆ์กึ่งหนึ่ง เดินไปอีกทางหนึ่ง. ท่านพระอานนท์เถระถือเอาบาตรและจีวรของพระ ๑. วิ. จุลฺ. ๗/๓๘๑.
  • 18. ประโยค๗ - ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ภาค ๑ - หน้าที่ 13 ผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อม มีความประสงค์จะเดินทางผ่าน กรุงสาวัตถีไปยังกรุงราชคฤห์ ก็หลีกจาริกไปทางกรุงสาวัตถี. [ พระอานนท์ไปถึงที่ไหนมีเสียงร้องไห้ในที่นั้น ] ในสถานที่ที่พระอานนท์ไปแล้ว ๆ ได้มีการร้องไห้ร่ำไรมากมาย ว่า " ท่านอานนท์ผู้เจริญ ! ท่านพักพระศาสดาไว้ที่ไหน จึงมาแล้ว " ก็เมื่อพระเถระไปถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ได้มีการร้องไห้ร่ำไรมากมาย เหมือนในวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานฉะนั้น. [ พระอานนท์ปัดกวาดเสนาสนะที่เคยประทับ ] ได้ทราบว่า ในกรุงสาวัตถีนั้น ท่านพระอานน
  • Similar documents
    View more...
    We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks