5 46+มังคลัตถทีปนีแปล+เล่ม+๕

Description
1. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 1มังคลัตถทีปนี…

Please download to get full document.

View again

of 174
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 5 | Pages: 174

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 1มังคลัตถทีปนี แปลเลม ๕พรรณนาความแหงคาถาที่ ๙*[๔๖๙] พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙ ดังนี้ : กิจมีการสํารวมอินทรียเปนตน ชื่อวา ตบะ. กิจมีการเวนจากเมถุนเปนตน ชื่อวาพรหมจรรย. การเห็นมรรคดวยสามารถการตรัสรูอริยสัจ ๔ ชื่อวาอริย-สัจจานทัสสนะ. การบรรลุหรือการพิจารณาเห็นพระนิพพานกลาวคือพระอรหัตตผล ชื่อวา นิพพานสัจฉิกิริยา. บทวา เอต เปนตนความวา เทพดา ทานจงถือวา "ตบะ ๑ พรหมจรรย ๑ การเห็นมรรคดวยสามารถการตรัสรูอริยสัจ ๑ การทําพระนิพพานใหแจง ๑กรรม ๔ อยาง มีตบะเปนตนนี้ เปนมงคลอันสูงสุด." ความสังเขปในคาถาที่ ๙ นี้เทานี้ สวนความพิสดารในคาถาที่ ๙ นี้ดังตอไปนี้ : -* พระมหาฉาย สุวฑฺฒโน ป. ธ. ๘ วัดบวรนิเวศวิหาร แปล.
  • 2. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 2กถาวาดวยตบะ[๔๗๐] ธรรมเปนเครื่องเผาผลาญบาป ชื่อวา ตบะ. ดวยเหตุนั้น ในอรรถกถา๑ทานจึงกลาววา "ธรรมที่ชื่อวา ตบะ เพราะอรรถวาเผาผลาญซึ่งธรรมทั้งหลายอันลามก."บรรดาบทเหลานั้น บทวา ตปติ ความวา ยอมยังบาปธรรมทั้งหลายใหเรารอน. ดวยเหตุนั้น พระศัพทศาสตราจารย จึงกลาวไวในหมวดธาตุมี ภู ๒ธาตุเปนตนวา "ตป ธาตุ ลงในอรรถวายังบาปธรรมทั้งหลายใหเรารอน สําเร็จรูปเปน ตปติ." หมวดธาตุมีจุร ๓ธาตุเปนตนวา "ตป ธาตุ ลงในอรรถวา เผาผลาญ สําเร็จรูปเปน ตเปติ. ลงในการีต สําเร็จรูปเปน ตาเปติ." ศัพทคือ ตป เปนไปในธรรมและวัตร. ดวยเหตุนั้น ในปทาเนกัตถวรรค๔ทานอาจารยโมคคัลลานะ จึงกลาววา "ศัพทคือ ตป เปนไปในธรรมและในวัตร."ฎีกาปทาเนกัตถวรรคนั้นวา "ศัพทคือ ตป นั้น เปนไปในวัตร คือทิฏฐิสมาจาร ( ความประพฤติโดยเอื้อเฟอดวยดีดวยอํานาจความเห็น ).[๔๗๑] คุณมีขันติเปนตน ชื่อวา ธรรม. จริงดังนั้น ขันติ ชื่อวาตบะ ( มา ) ในบาทคาถานี้วา "ความอดกลั้นคือความทนทาน เปน๑. ป. โช. ขุ. ขุ. ๖๖. ๒. ป. โช. ขุ. สุ. ๒/๒๒๐ ๓. สทฺทนีติธาตุมาลา ๒๒๐๔.อภิธานปฺปทีปกา คาถาที่ ๒๐๖๒. แตพยัญชนะตางกันเล็กนอย.
  • 3. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 3ตปธรรมอยางยิ่ง.ศีลชื่อวาตบะ ( มา ) ในโลมสกัสสปชาดก๑"เราจักละกามทั้งหลายทําตบะ."อุโบสถกรรม ชื่อวาตบะ ( มา ) ในมหาหังสชาดก๒วา"เราพิจารณาเห็นกุศลธรรมเหลานั้น คือ ทาน ๑ศีล ๑ บริจาค ๑ ความซื่อตรง ๑ ความออนโยน ๑ ตบะ ๑ [ ความไมโกรธ ๑ ความไมเบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ ความไมยินราย ๑ซึ่งตั้งอยูแลวในตน.]"กิจมีการเรียนพระพุทธพจนเปนอาทิ ก็ชื่อวา ตบะ ( มา ) ในบาทคาถานี้วา "ความเพียรเครื่องเผาผลาญกิเลสของหมูชนผูพรอมเพรียงกัน เปนเหตุนําสุขมาให."ดวยเหตุนั้น ในอรรถกถาธรรมบท ทานจึงกลาววา "ก็การเรียนพระพุทธพจนก็ดี การรักษาธุดงคก็ดี การกระทําสมณธรรมก็ดี แหงชนผูพรอมเพรียงกันทั้งหลาย คือหมูชนผูมีจิตเปนอันเดียวกันยอมนําสุขมาให; เพราะฉะนั้น พระผูมีพระภาค จึงตรัสวา "สมคฺคานตโป สุโข."[๔๗๒] สวนในฎีกาเทวปุตตสังยุต ทานกลาวอธิบายไววา"ก็ธรรมคือธุดงค ชื่อวา ตบะ เพราะเผาผลาญ ความละโมภ ดวย๑.ชาตกฏกถา. ๕/๓๘๖ ๒. ชาตกฏกถา ๘ ๒๗๘
  • 4. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 4อํานาจแหงตัณหา. ในหมวดธาตุมี จุร๑ธาตุเปนตน ทานกลาววา"ศีล ชื่อวาตบะ ในบทวา ตโป นี้ เพราะอรรถวา ยังอกุศลกรรมทั้งหลายใหเรารอนแตในมงคลขอวา ตโป นี้ กุศลกิจมีการสํารวมอินทรียเปนตนชื่อวา ตบะ. ดวยเหตุนั้น ในอรรถกถา๒ทานจึงกลาววา "การสํารวมอินทรีย ชื่อวา ตบะ เพราะเผาผลาญอกุศลเจตสิกธรรมมีอภิชฌาและโทมนัสเปนตน. อีกนัยหนึ่ง ความเพียรชื่อวา ตบะเพราะเผาผลาญความเกียจคราน.บรรดาความสํารวมอินทรียและความเพียรทั้ง ๒ นั้น ความสํารวมดวยสติ ชื่อวา อินทรียสังวร. ก็ความสํารวมดวยสตินั้น โดยความก็คือตัวสติ. ดวยเหตุนั้น ในฎีกามูลปริยายสูตร ทานจึงกลาววา "คุณเครื่องสํารวมอินทรีย ชื่อวา สติสังวร. และคุณเครื่องสํารวมอินทรียนั้น เปนไปแลวอยางนั้นนั่นแล ( ชื่อวา สติสังวร. )"อรรถกถา๓สัพพาสวสูตรวา "ธรรมที่มีชื่อวา สังวร เพราะเปนเครื่องกั้น. ทานกลาวคําอธิบายไววา "เพราะปด คือกั้นไว" คําวาสวโร นั่น เปนชื่อของสติ.[๔๗๓] ความจริง บุคคลผูสํารวมดวยการสํารวมอินทรีย ชื่อวา ยอมรักษาอินทรียทั้งหลายเพื่อละอกุศลเจตสิกธรรมมีอภิชฌาเปนตน.ดวยเหตุนั้น ในจตุตถวรรคปฐมปณณาสก ในจตุกกนิบาต๑. สทฺทนีติ ธาตุมาลา. ๒๒๑. ๒. ป. โช. ขุ. ขุ. ๑๖๗. ๓. ป. สู. ๑/๑๐๔
  • 5. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 5อังคุตตรนิกาย๑พระผูมีพระภาคจึงตรัสวา "ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุชื่อวา เปนผูมีทวารอันคุมครองแลวในอินทรียทั้งหลายอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปดวยตาแลว เปนผูไมถือโดยนิมิต ( คือรวบถือ ) เปนผูไมถือโดยอนุพยัญชนะ ( คือแยกถือ )อกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก คืออภิชญาและโทมนัส พึงซานไปตาม ( ครอบงํา ) บุคคลผูไมสํารวมอินทรียคือจักษุนั้นอยู เพราะการไมสํารวมอินทรียคือจักษุใดเปนเหตุ, ยอมปฏิบัติเพื่อสํารวมอินทรียคือจักษุ ยอมรักษาอินทรียคือจักษุ ยอมถึงความสํารวมในอินทรียคือจักษุ. ภิกษุฟงเสียงดวยหู ฯ ล ฯ สูดกลิ่นดวยจมูก ฯ ล ฯ ลิ้มรสดวยลิ้น ฯ ล ฯ ถูกตองโผฏฐัพพะดวยกาย ฯ ล ฯ รูธรรมารมณดวยใจแลว เปนผูไมถือโดยนิมิต ฯ ล ฯ ยอมถึงความสํารวมในอินทรียคือใจ ภิกษุทั้งหลาย อยางนี้แล ภิกษุ เปนผูชื่อวามีทวารอันสํารวมแลว ในอินทรียทั้งหลาย."บาลีอปริหานิสูตร จบ.[๔๗๔] อรรถกถา๒ติกนิบาต อังคุตตรนิกายวา "สองบทวาอินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร ความวา เปนผูมีทวารอันตนปดแลวในอินทรียทั้งหลายมีใจเปนที่ ๖."อรรถกถา๓ทุกนิบาตในอิติวุตตกะวา "บทวา อคุตฺตทฺวาโรคือ ผูมีทวารอันไมปดแลว เพื่อเฉลยคําถามวา "ก็ภิกษุเปนผูมีทวารอันไมคุมครองแลวในธรรมอะไร ? พระผูมีพระภาค จึงตรัสวา "ใน๑. องฺ. จตุกฺก ๒๑/๕๐. ๒. มโน. ปู. ๓/๑๐๔. ๓. ป. ที. อิติ. ๑๒๗.
  • 6. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 6อินทรียทั้งหลาย."ปกรณ๑วิเสสชื่อวิสุทธิมรรควา " หลายบทวา จกฺขุนา รูป ทิสฺวาความวา เห็นรูปดวยวิญญาณอันอาศัยจักษุซึ่งสามารถในการเห็นรูปอันไดโวหารวา จักษุ ดวยอํานาจแหงเหตุ. บทวา น นิมิตฺตคฺคาหีความวา ภิกษุไมยึดถือซึ่งสตรีนิมิตและบุรุษนิมิต หรือนิมิตอันเปนที่ตั้งแหงกิเลสมีสุภนิมิตเปนตน คือยอมตั้งอยูในนิมิตสักวาเห็นแลวเทานั้น. บทวา นานุพฺยฺชนคฺคาหี ความวา ไมยึดถือซึ่งอาการอันตางโดยมือ เทา การหัวเราะ ยิ้มแยม เจรจา และ เหลียวดูเปนตนอันไดโวหารวา อนุพยัญชนะ เพราะปรากฏเนือง ๆ คือการกระทําความเปนของปรากฏแหงกิเลสทั้งหลาย ไดแก ถือเอาซึ่งอวัยวะนอยใหญอันมีอยูในสรีระนั้นอยางเดียว. ในคําวา ยตฺวาธิกรณเมน เปนตน พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ : ธรรมมีอภิชฌาเปนตนเหลานั่น พึงซานไปตาม คือติดตามบุคคลผูนั้น คือผูไมสํารวมอินทรียคือจักษุ ไดแกเปนผูไมปกปดจักษุทวารดวยบานประตูคือสติอยู เพราะเหตุใด ? คือเพราะเหตุแหงการไมสํารวมอินทรียคือจักษุใด ? หลายบทวา ตสฺสสวราย ปฏิปชฺชติ ความวา ยอมปฏิบัติเพื่อประโยชน แกการปดอินทรียคือจักษุนั้น ดวยบานประตูคือสติ. ก็ภิกษุผูปฏิบัติอยูโดยอาการอยางนั้นแล พระผูมีพระภาคตรัสเรียกวา ยอมรักษาอินทรียคือจักษุบาง, วา "ยอมถึงความสํารวมในอินทรียคือจักษุบาง."[๔๗๕] ฎีกา๒วิสุทธิมรรควา "บทวา การณวเสน คือ ดวย๑. วิ. ม. ๑/๒๔. ๒. ป. มฺ. ๗/๖๙.
  • 7. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 7อํานาจแหงเหตุอันไมทั่วไป. แทจริง พระผูมีพระภาค ทรงอางผลดวยอํานาจแหงเหตุอันไมทั่วไป ดังอุทาหรณวา "หนอขาวเหนียวเสียงกลอง"ฉะนั้น. อีกนัยหนึ่ง คําวา จกฺขุนา นั่น เปนคําบงถึงจักษุที่วิญญาณอาศัยแลว โดยโวหารวาจักษุเปนที่อาศัย ( แหงวิญญาณ ) เหมือนอุทาหรณวา"เตียงยอมทําเสียง๑โห" ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคําวา อิตฺถี ปุริสนิมิตฺตวา นี้ ดังตอไปนี้: ทรวดทรงที่บุคคลยึดถือโดยมุงถึงรูป ๑ ความนูนแหงเนื้อถัน ๑ ความเปนผูมีปากไมมีหนวด ๑ การเกลาผมและการใช ( นุงหม ) ผา ๑ อิริยาบถตาง ๆ มีการยืนการเดินไมองอาจเปนตน ๑ ทั้งหมดอาศัยสันดานของหญิง ชื่อวา สตรีนิมิต เพราะเปนเหตุแหงการรูจักวาหญิง. บุรุษนิมิตพึงทราบโดยปริยายตรงกันขามจากคําที่กลาวแลว, พึงทราบวินิจฉัยในคําวา สุภนิมิตฺตาทิก วา นี้ ดังตอไปนี้ : อาการที่นาปรารถนาอันเปนเหตุเกิดราคะ ชื่อวา สุภนิมิต : พึงทราบการสงเคราะหนิมิตทั้งหลายมีปฏิฆนิมิตเปนตน ดวย อาทิ ศัพท. ก็การสงเคราะหนั้นพึงทราบวาเปนอาการอันไมนาปรารถนาเปนตน อันเปนเหตุเกิดโทสะเปนอาทิ. ในบาลีในอปริหานิสูตรนี้ อภิชฌากับโทมนัสเทานั้นมาโดยยอก็จริง. ถึงกระนั้น บัณฑิตพึงปรารถนาการสงเคราะหแมซึ่งอุเบกขานิมิตเขาดวย เพราะแมโมหะอันเกิดขึ้นดวยการเพงอารมณอันไมเสมอ เปนอสังวร. จริงอยางนั้น พระพุทธโฆษาจารยกลาวไววา "ความเปนผูมีสติหลงลืม หรือความไมรู" ก็อารมณอันเปนที่ตั้งแหงอัญญาณุเบกขา( คือการวางเฉยเพราะความไมรู ) ชื่อวา อุเบกขานิมิต ในคําวา๑. หมายถึงเตียงที่บุคคลอาศัยอยู โดยเปนสมุทาจารโวหารเรียกรวม.
  • 8. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 8อุเปกฺขานิมิตฺตสฺสาป นี้ และอุเบกขานิมิตนั้น พึงทราบดวยอํานาจแหงความเพงอารมณนั้น อันไมเสมอ. เหตุแหงราคะ โทสะ และโมหะ ทานกลาววา "เปนสุภนิมิต" เปนตน โดยสังเขป ดวยประการดังพรรณนามาฉะนั้น. ดวยเหตุนั้น พระพุทธโฆษาจารย จึงกลาววา"ซึ่งนิมิตอันเปนที่ตั้งแหงกิเลส." คําวา ทิฏมตฺเตเยว สณฺาติ ความวา หยุดอยูในอายตนะคือรูปสักวาจักษุวิญญาณ และวิถีจิตจับแลวเทานั้น ตอจากนั้นไปไมกําหนดอาการมีวางามเปนตนอะไร ๆ เลย. บทวาปากฏภาวกรณโต ไดแก เพราะทําความเปนสภาพปรากฏ คือทําความเปนสภาพแจมแจง. จริงอยู เมื่อบุคคลกําหนดอยูซึ่งอวัยวะมีมือเปนตน แหงวัตถุอันเปนขาศึก โดยอาการมีวางามเปนตน,กิเลสทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นในอวัยวะมีมือเปนตนนั้นร่ําไป ยอมเปนสภาพปรากฏชัด เพราะฉะนั้น อวัยวะมีมือเปนตนเหลานั้น จึงชื่อวา เปนที่ปรากฏเนือง ๆ แหงกิเลสเหลานั้น. ก็การกําหนดอวัยวะมีมือเปนตนเหลานั้น โดยอาการมีวางามเปนตน ก็ไดแกอาการคือการประชุมพรอมแหงภูตรูปและอุปาทายรูปอันตั้งลงแลว โดยอาการนั้น ๆเพราะละอาการนั้นแลว สภาพอะไร ๆ ชื่อวามีมือเปนตนโดยปรมัตถะยอมไมมี; เพราะฉะนั้น ทานจึงกลาววา "หตฺถปาท ฯ เป ฯ อาการน คณฺหาติ" เพื่อจะเฉลยคําถามวา "ก็ภิกษุยอมยึดถือสิ่งอะไร ?"ทานจึงกลาววา "ยึดถืออวัยวะนอยใหญที่มีอยูในสรีระนั้นนั่นเอง." ภิกษุยอมยึดถืออวัยวะอันมีอยูในสรีระนั้นมีผมและขนเปนตน หรืออาการสักวาภูตรูปและอุปาทายรูปอยางเดียว ตามความเปนจริง. ทานกลาว
  • 9. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 9วา "เพราะเหตุแหงการไมสํารวมอินทรียคือจักษุใด" แลวกลาวอีกวา"เพื่อประโยชนแกการปดอินทรียคือจักษุนั้น ดวยบานประตูคือสติ"ไมกลาววา "เพื่อประโยชนแกการปดอสังวร." คําวา เพื่อประโยชนแกการปดอินทรียคือจักษุนั้นดวยบานประตูคือสตินี้นั้น ทานกลาวไวก็เพราะทําอธิบายวา "ความซานไปแหงอภิชฌาเปนตน ที่พระผูมีพระภาค ทรงแสดงเพราะเหตุแหงการไมสํารวมอินทรียคือจักษุ ทรงแสดงวา เปนไปเพราะเหตุแหงอินทรียคือจักษุอันภิกษุไมสํารวมแลวเทานั้น." ดวยวา อินทรียคือจักษุ เปนเหตุแหงความซานไปแหงอภิชฌาเปนตน อันเปนไปในจักษุทวาร เหมือนอินทรียคือจักษุที่เปนเหตุแหงวิญญาณอันอาศัยทวารนั้นฉะนั้น. เมื่อความที่อินทรียคือจักษุอันภิกษุไมสํารวมแลว มีอยู, อกุศลเจตสิกธรรมมีอภิชฌาเปนตนเหลานั้นยอมซานไป เพราะเหตุนั้น พระผูมีพระภาค จึงตรัสอสังวรโดยประ -การนั้น ซึ่งเปนเหตุแหงอินทรียคือจักษุอันไมสํารวมอยูแล, นัยหนึ่ง๑บทวา ยตฺวาธิกรณ ความวา เพราะเหตุแหงอินทรียคือจักษุใด. ในบทวา ยตฺวาธิกรณ นี้ มีโยชนาดังนี้วา "ถามวา เพราะเหตุแหงอินทรียคือจักษุเชนไร ? แกวา แหงอินทรียคือจักษุที่ภิกษุไมสํารวมแลว, ถามวา ก็อินทรียคือจักษุเชนไร ที่ภิกษุไมสํารวมแลว แกวา อกุศลเจตสิก-ธรรมมีอภิชฌาเปนตน ยอมซานไปเพราะเหตุแหงการไมสํารวมอินทรียคือจักษุใด, จักขุนทรียนั้นอันบัณฑิตกําหนดแลววาซานไปตาม. ภิกษุยอมปฏิบัติเพื่อสํารวมอินทรียคือจักษุนั้น."[ ๔๗๖ ] อรรถกถา๒สัพพาสวสูตร และปกรณวิเสสชื่อวิสุทธิ-๑.หิ ศัพท ลงในอปรนอัตถ. ๒. ป. ส. ๑/๑๐๔.
  • 10. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 10มรรค๑วา "ในคําวา จกฺขุนฺทฺริเย สวร อาปชฺชติ เปนตนนั้น สังวรหรืออสังวรยอมไมมีในจักขุนทรีย. ดวยวา ความระลึกไดก็ดี ความเปนผูมีสติฟนเฟอนก็ดี ยอมไมอาศัยจักษุประสาทเกิดขึ้น. ก็แตวาเมื่อใดรูปารมณมาสูคลองจักษุ, เมื่อนั้น ครั้นภวังคจิตเกิดดับ ๒ครั้ง มโนธาตุฝายกิริยา ยังกิจคือการนึกใหสําเร็จแลวก็ดับไป,แตนั้นไป จักขุวิญญาณยังกิจคือการเห็นใหสําเร็จเกิดขึ้นแลวดับไป,แตนั้น มโนธาตุฝายวิบากยังกิจคือการรับ ( อารมณ ) ใหสําเร็จเกิดขึ้นแลวดับไป, แตนั้น มโนวิญญาณธาตุอันเปนอเหตุกวิบาก ยังกิจคือการพิจารณาใหสําเร็จเกิดขึ้นแลวดับไป, แตนั้น มโนวิญญาณ-ธาตุฝายอเหตุกกิริยา ยังกิจคือการกําหนด ( อารมณ ) ใหสําเร็จ เกิดขึ้นแลวดับไป. ในลําดับนั้น ชวนจิตยอมแลนไป. บรรดาสมัยแหงภวังคจิตเปนตนแมนั้น สังวรหรืออสังวรยอมไมมีในสมัยแหงภวังคจิตทีเดียว ( และ ) ยอมไมมีในสมัยแหงวิถีจิตมีอาวัชชนะเปนตนอยางใดอยางหนึ่งแมโดยแท. ถึงอยางนั้น ถาโทษเครื่องทุศีลก็ดี ความเปนผูมีสติฟนเฟอนก็ดี ความไมรูก็ดี ความไมอดทนก็ดี ความเกียจครานก็ดี ยอมเกิดขึ้นในขณะแหงชวนะ, อสังวรยอมมีได. อสังวรนั้นแมมีอยูอยางนั้น พระผูมีพระภาค ก็ตรัสวา "ความไมสํารวมในอินทรียคือจักษุ." ถามวา เพราะเหตุอะไร ? แกวา เพราะเมื่อสังวรนั้นมีอยู,ทวารก็ดี ภวังคจิตก็ดี วิถีจิตมีอาวัชชนะเปนตนก็ดี ยอมเปนอันภิกษุไมคุมครองแลว. เปรียบเหมือนอะไร ? เปรียบเหมือนเมื่อประตูทั้ง ๔ ดานในพระนคร อันบุคคลไมระวังแลว ประตูภายในเรือน๑. วิ. ม. ๑/๒๖.
  • 11. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 11ซุมประตู และหองเปนตน เปนอันบุคคลระวังดีแลวก็จริง, ถึงกระ-นั้น สิ่งของทั้งปวงภายในพระนคร ยอมชื่อวาอันบุคคลไมไดรักษาคุมครองอยูนั่นเอง, เพราะพวกโจรพากกันเขาไปทางประตูพระนครแลว พึงทําโจรกรรมที่พวกตนปรารถนาไดฉันใด; เมื่อโทษมีโทษเครื่องทุศีลเปนตน เกิดขึ้นในชวนะ เมื่ออสังวรนั้นมีอยู, ทวารก็ดีภวังคจิตก็ดี วิถีจิตมีอาวัชชนะเปนตนก็ดี ยอมเปนอันภิกษุไมไดคุมครองฉันนั้นเหมือนกัน. ก็เมื่อคุณทั้งหลายมีศีลเปนตน เกิดขึ้นในชวนะนั้น, ทวารก็ดี ภวังคจิตก็ดี วิถีจิตมีอาวัชชนะเปนตนก็ดี ยอมเปนอันภิกษุคุมครองแลว, เปรียบเหมือนอะไร ? เปรียบเหมือนเมื่อประตูพระนครทั้งหลายอันบุคคลระวังแลว แมภายในเรือนเปนตนบุคคลจะไมระวังเลยก็จริง, ถึงกระนั้น สิ่งของทั้งปวงภายในพระนครชื่อวา เปนอันบุคคลรักษาดี คุมครองดีทีเดียว, เพราะเมื่อประตูพระนครอันบุคคลปดไว พวกโจรก็เขาไปไมไดฉันใด; เมื่อคุณมีศีลเปนตน เกิดขึ้นในชวนะ. ทวารก็ดี ภวังคจิตก็ดี วิถีจิตมีอาวัชชนะเปนตนก็ดี ยอมเปนอันภิกษุคุมครองแลวฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น สังวรที่เกิดขึ้นอยูในขณะแหงชวนะ พระผูมีพระภาคจึงตรัสวา "ความสํารวมในอินทรียคือจักษุ" ดังนี้."[๔๗๗] ฎีกาสัพพาสวสูตร ในมูลปณณาสกวา "อกุศลธรรมอันเปนขาศึกตอสติ ชื่อวา ความเปนผูมีสติฟนเฟอน. การกําหนดจิตมีอยูดังนี้วา "ภวังคจิตนับไมถวน เกิดขึ้นในวิถีอื่นตอเนื่องกันไปก็จริง, ถึงอยางนั้น ในระหวางการเกิดขึ้นแหงอาวัชชนะ เพราะ
  • 12. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 12กระทบประสาท ภวังคจิตเกิดขึ้นเพียง ๒ ดวงเทานั้น" เพราะเหตุนั้นพระอรรถกถาจารย จึงกลาววา "เมื่อภวังคจิตเกิดขึ้น ๒ ครั้งแลวดับไป." คําเปนตนวา ชวนกฺขเณ ทุสฺสีลฺย วา ผูศึกษาพึงประกอบเขาตามสมควรแกกําเนิดในทวารทั้ง ๖ เพราะวาคําทั้งหมด ทานกลาวไวในจักษุทวารนี้แล เพื่อจะไมตองกลาวซ้ําอีก. เพราะโทษเครื่องทุศีลกลาวคือกายทุจริตและวจีทุจริต ไมมีในทวารทั้ง ๕ เลย; เพราะฉะนั้น อสังวรคือโทษเครื่องทุศีล ผูศึกษาพึงประกอบเขาดวยสามารถแหงมโนทวาร, อสังวรนอกนี้ พึงประกอบเขาดวยสามารถแหงทวารแมทั้ง ๖. เพราะอกุศลธรรมมีความเปนผูมีสติฟนเฟอนเปนตนอันมีธรรมเปนปฏิปกษตอสติเปนตนเปนลักษณะ พึงเกิดขึ้นไดในทวารทั้ง ๕. สวนโทษเครื่องทุศีล อันเปนวีติกกมโทษซึ่งเปนไปทางกายและวาจา ไมพึงเกิดขึ้นในทวารทั้ง ๕ นั้นไดเลย เพราะชวนะอันเปนไปทางทวารทั้ง ๕ จะยังวิญญัติใหเกิดขึ้นไมไดแล. บทวา ยถากึ ความวา อุทาหรณแหงประการเปนเหตุที่อสังวรซึ่งเกิดขึ้นในชวนะอันพระผูมีพระภาคตรัสวา "ความไมสํารวมในจักษุทวาร" นั้นอยางไร ? อธิบายวา เปรียบเหมือนเมื่อประตูพระนครอันบุคคลไมระวังแลวมีอยู, เรือนเปนตนอันเนื่องดวยนครนั้นก็เปนสถานที่อันบุคคลไมระวังดวยฉันใด; เมื่อความไมสํารวมมีในชวนะ, ทวารเปนตนอันเนื่องดวยชวนะนั้น ก็เปนอันภิกษุไมสํารวมแลวฉันนั้น เพราะเหตุนั้นเมื่ออสังวรในวัตถุอื่นมี, ความที่วัตถุอื่นเปนของอันบุคคลไมระวังแลวก็ยอมมีได เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารยจึงแสดงความเปน
  • 13. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 13อาการเสมอกันเทานั้น หาไดแสดงความเปนอาการเสมอกันในเบื้องตนและเบื้องปลาย หรือความเปนอาการเสมอกันในภายในและภายนอกไม. ก็ความเกี่ยวเนื่องกัน บัณฑิตพึงเห็นดังวามานี้ เพราะความที่ทวารเปนตน เปนของนับเนื่องในสันตติอันเดียวกันกับชวนะ. จิตมีภวังคจิตเปนตน อันสําเร็จในเบื้องตนโดยความเปนปจจัย ถึงจะไมมีในกาลแหงชวนะ ก็ชื่อวามีอยูนั่นเอง เพราะความสําเร็จผลเหมือนจักษุเปนตนฉะนั้น, เพราะภวังคเปนตนอันทรงอยูนั่นแลบัณฑิตก็หาเรียกวามีอยูไม. เพราะเหตุนั้น เมื่อทวารและภวังคเปนตนมีอยู, ชวนะซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง พระอรรถกถาจารย จึงกลาววาเสมอกับประตูพระนครเพราะทําใหเปนดังวามีในภายนอก. สวนทวารและภวังคเปนตนนอกนี้ทานกลาววาเสมอกับภายในพระนคร. ความจริง เมื่อความที่ชวนะมีในภายนอก และความที่ทวารและภวังคเปนตนนอกนี้ เปนธรรมชาติมีในภายใน แมจะไมมีโดยปรมัตถ บัณฑิตพึงทราบความที่ชวนะซึ่งจรมาเกิดขึ้นบางครั้ง ชื่อวา เปนภายนอกและความที่ทวารและภวังคนอกนี้มีสภาพหางไกลจากชวนะนั้น ชื่อวาเปนภายใน โดยปริยาย ( โดยออม )เพราะบาลีมีอาทิวา "ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เปนธรรมชาติปภัสสร. แตจิตนั้นแล เศราหมองไปเพราะอุปกิเลสทั้งหลายอันจรมา, อีกนัยหนึ่ง การที่โจรคือโทษเครื่องทุศีลเปนอาทิ จรเขามาทางชวนะเชนกับประตูพระนครแลว จึงปลนในทวารและภวังคเปนตน บัณฑิตพึงเห็นวาเปนการยังภัณฑะคือกุศลใหฉิบหายไป เพราะเมื่ออสังวรเกิดขึ้นในชวนะแลวเบื้องหนาแตนั้นทวารและภวังคเปนตน ก็ถึงความเปนเหตุแหงอสังวร.
  • 14. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 14ดวยวา เมื่ออสังวรเกิดขึ้นแลว ความที่ทวารเปนตนเหตุแหงอสังวรนั้นยอมปรากฏ. และอสังวรนั้นพอเกิดขึ้นเทานั้น ก็หามความที่ทวารเปนอาทิ เปนอุปนิสัยแหงสังวรทีเดียว ยอมเปนไปแล. ก็ในสังวรและอสังวรทั้ง ๒ นี้ ลําดับความเปนไปแหงอสังวรทั้งหลายดังนี้เมื่ออารมณมีรูปารมณเปนตน ไปสูคลองในปญจทวาร, เมื่ออกุศล-ชวนะเกิดขึ้นตามปจจัยแลวหยั่งลงสูภวังค. ชวนะอันเปนไปทางมโน-ทวาร ทําอารมณมีรูปเปนตนนั้นนั่นเอง ใหเปนเครื่องยึดหนวงแลวหยั่งลงสูภวังค. ชวนะกําหนดอารมณในทวารนั้นนั่นแล โดยนัยเปนตนวา "หญิง ชาย" แลวกลับลงสูภวังคอีก. ในวาระตอไปชวนะยอมแลนไปดวยอํานาจการมีความกําหนัดเปนตน. อารมณเชนนั้นยอมกลับมาสูคลองแมอีก. ชวนะเชนนั้นนั่นแล ก็เกิดขึ้นในรูปารมณเปนอาทิในปญจทวาร. ทานหมายเอาชวนะนั้น จึงกลาวคําเปนตนวา"เมื่อโทษเครื่องทุศีลเปนตนเกิดขึ้นแลวในชวนะ, ครั้นเมื่ออสังวรนั้นมีอยู, แมทวารก็ยอมเปนอันภิกษุไมคุมครองแลว. ฉันนั้นเหมือนกัน"พรรณนาความในฝายอสังวรเทานี้กอน. แมในฝายสังวร ผูศึกษาก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล" แมฎีกาวิสุทธิมรรค ก็พึงตรวจดู.[๔๗๘] บุคคลผูประกอบดวยอินทรียสังวร ดังที่พรรณนามานี้ชื่อวา ยอมรักษาอินทรียทั้งหลายเพื่อละอกุศลธรรมมีอภิชฌาเปนตน.เพราะการสํารวมอินทรียนั้นของบุคคลนั้น ชื่อวา ยอมเผาผลาญอกุศล-ธรรมมีอภิชฌาเปนตนเหลานั้น; เหตุนั้น บุคคลจึงควรยังอินทรียสังวรใหพรอมมูล เพื่อละอกุศลธรรมมีอภิชฌาเปนอาทิ. และอินทรีย
  • 15. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 15สังวรนั้น ชื่อวา มีหิริโอตตัปปะเปนอุปนิสัย. ดวยเหตุนั้น พระผูมีพระภาคจึงตรัสไวในทุติยวรรค ทุติยปณณาสก สัตตกนิบาต อังคุต๑ตร-นิกายวา "ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนตนไม มีกิ่งและใบวิบัติเสียแลว. แมกะเทาะของตนไมนั้นก็ไมถึงความบริบูรณ, เปลือกก็ดีกระพี้ก็ดี แกนก็ดี ( ของตนไมนั้น ) ก็ยอมไมถึงความบริบูรณ แมฉันใด; ภิกษุทั้งหลาย เมื่อหิริและโอตตัปปะไมมี, อินทรียสังวรก็ไมมีฉันนั้นนั่นแล; อินทรียสังวรของบุคคลผูมีหิริและโอตตัปปะวิบัติ ก็ยอมมีเหตุเครื่องเขาไปอาศัย ( อุปนิสัย ) อันโทษเขาไปขจัดเสียแลว( เพราะ ) เมื่ออินทรียสังวรไมมี, ศีลก็ไมมี, ศีลของผูมีอินทรียสังวรวิบัติ ก็ยอมมีอุปนิสัยอันโทษขจัดเสียแลว, ( เพราะ ) เมื่อศีลไมมีสัมมาสมาธิก็ไมมี. สัมมาสมาธิของผูมีศีลวิบัติ ก็ยอมมีอุปนิสัยอันโทษขจัดเสียแลว, ( เพราะ ) เมื่อสัมมาสมาธิไมมี, ยถาภูตญาณ-ทัสสนะของผูมีสัมมาสมาธิวิบัติ ก็ยอมมีอุปนิสัยอันโทษขจัดเสียแลว,( เพราะ ) เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไมมี นิพพิทาและวิราคะก็ไมมี,นิพพิทาและวิราคะของผูมียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ ก็ยอมมีอุปนิสัยอันโทษขจัดเสียแลว, ( เพราะ ) เมื่อนิพพิทาและวิราคะไมมี, วิมุตติ-ญาณทัสสนะก็ไมมี, วิมุตติญาณทัสสนะของผูมีนิพพิทาและวิราคะวิบัติยอมมีอุปนิสัยอันโทษขจัดเสียแลว" และตรัสวา "ภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนตนไมสมบูรณดวยกิ่งและใบ แมกะเทาะของตนไมนั้นก็ยอมถึงความบริบูรณ เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แกนก็ดี ( ของ๑. องฺ สตฺตก. ๒๓/๑๐๐.
  • 16. ประโยค๕ - มังคลัตถทีปนีแปล เลม ๕ - หนาที่ 16ตนไมนั้น ) ก็ถึงความบริบูรณแมฉันใด; ภิกษุทั้งหลาย เมื่อหิริและโอต-ตัปปะมี, อินทรียสังวร ก็ยอมมีฉันนั้นนั่นแล, อินทรียสังวรของผูสมบูรณดวยหิริและโอตตัปปะ ก็เปนอันสมบูรณดวยอุปนิสัย ฯ ล ฯ เมื่อนิพพิทาและวิราคะมี, วิมุตติญาณทัสสนะก็ยอมมี, วิมุตติญาณทัสสนะของผูสมบูรณดวยนิพพิทาและวิราคะ ยอมเปนอันสมบูรณดวยอุปนิสัย."บาลีหิริสูตร จบ.[๔๗๙] อรรถกถา๑หิริสูตรนั้นวา "บทวา หิโรตฺตปฺเป ความวาเมื่อหิริดวย โอตตัปปะดวย. บรรดาหิริโอตตัปปะทั้ง ๒ นั้น หิริตั้งอยูโดยอาการคือละอาย, โอตตัปปะตั้งอยูโดยอาการคือกลัว. บทวาหตูปนิโส ความวา มีเหตุเครื่องเขาไปอาศัยถูกโทษขุดเสียแลว คือมีปจจัยอันขาดแลว. วิปสสนาอยางออน ชื่อวายถาภูตญาณทัสสนะวิปสสนาที่มีกําลังและมรรค ชื่อวานิพพิทาวิราคะ. ความหลุดพนดวยอํานาจพระอรหัต และปจจเวกขณญาณ
  • Similar documents
    View more...
    We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks