บทท 1 การบร หารการศ กษา ความหมายของทฤษฎ - PDF

Description
1 บทท 1 การบร หารการศ กษา ความหมายของทฤษฎ น กว ชาการได ให ความหมายของทฤษฎ ไว หลายอย าง เช น เฟรด เอ น เคอร ล งเกอร (Fred N. Kerlinger, 1986: 9) ได ให ค าน ยามทฤษฎ ว าเป นกล มของ โครงสร าง (Constructs)

Please download to get full document.

View again

of 20
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Social Media

Publish on:

Views: 8 | Pages: 20

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
1 บทท 1 การบร หารการศ กษา ความหมายของทฤษฎ น กว ชาการได ให ความหมายของทฤษฎ ไว หลายอย าง เช น เฟรด เอ น เคอร ล งเกอร (Fred N. Kerlinger, 1986: 9) ได ให ค าน ยามทฤษฎ ว าเป นกล มของ โครงสร าง (Constructs) คาน ยาม (Definitions) และข อเสนอท ต องการพ ส จน (Propositions) ท เสนอความ ค ดเห นของปรากฏการณ ท เก ดข นอย างเป นระบบและต อเน องส มพ นธ ก น พร อมก นน นก ระบ ความส มพ นธ ของ ต วแปรต างๆ เพ อท จะอธ บายและคาดการณ ปรากฏการณ น นๆ ส วน โดแนลด เจ ว ลโลเวอร (Donald J. Willower, 1975: 78) ให ค าน ยามทฤษฎ ว า เป นเน อหา ความร ท ต อเน องส มพ นธ ก นและครอบคล มได ท ว อ นจะใช เป นประโยชน ในการอธ บายเร องน นๆ แฮโรลด ค นทซ และคณะ (Garold Koontx and Others, 1984: 9-10) ได ให ความหมายของทฤษฎ ว า เป นการรวมกล มอย างม ระบบและส มพ นธ ก นของหล กการ (หล กการค อ ความจร งข นต นท อธ บาย ความส มพ นธ ของต วแปรต งแต 2 ต วข นไป) เพ อใช เป นรอบในการอธ บายความส มพ นธ และความหมายของ หล กการ ในด านการบร หารการศ กษา ได ม การให ค าน ยามทฤษฎ ว า ช ดของแนวค ด (Concepts) คต ฐาน (Assumptions) และข อย ต โดยท วไป (Generalizations) ท อธ บายเก ยวก บพฤต กรรมขององค การการศ กษา อย างเป นระบบและส มพ นธ ก น แต ส าหร บสมมต ฐาน (hypotheses) อาจจะได มาจากทฤษฎ ท คาดกการณ ความส มพ นธ เพ มเต มของแนวค ดต างๆ ของระบบการศ กษา (Hoy and Miskel, 1991: 2) คาน ยามน ได เสนอภาพ 3 อย าง ค อประการแรก กล าวว าทฤษฎ ประกอบด วยแนวค ด คต ฐาน และข อ ย ต โดยท วไปอย างม เหต ผล ประการท สอง หน าท ของทฤษฎ ค อการให ค าอธ บายและคาดการณ กฎของ พฤต กรรม ประการท สาม ทฤษฎ เป นความเก ยวพ นของว ธ การทดลองท กระต นและช นาการพ ฒนาความร ต อไป องค ประกอบของทฤษฎ จากคาน ยามท กล าวมาแล วข างต น เห นได ว าแต ละคาน ยามได เสนอองค ประกอบของทฤษฎ แตกต าง ก น ด งเช น คาน ยามของเคอร ล งเกอร ท ว าทฤษฎ ประกอบด วยโครงสร าง (Construct) ค าน ยาม (Definitions) และแนวค ด (Concepts) ของฮอยท เสนอว าองค ประกอบของทฤษฎ ม แนวค ด คต ฐาน และข อย ต โดยท วไป (Generalization) ส วนตามค าน ยามของค นทซ และคณะท เสนอว า ทฤษฎ ประกอบด วยกล มของหล กการ (Principles) โดยพวกเขาถ อว าท งหล กการและทฤษฎ เป นส งท กาหนดโครงสร างของความจร งทางว ทยาศาสตร ท งน ได ให ความหมายของหล กการว า เป นความจร งข นพ นฐานหร อส งท เช อว าเป นความจร งในช วงเวลาหน ง ท อธ บายถ งความส มพ นธ ของต วแปรต งแต 2 ต วข นไป ต วอย างของหล กการเช น ตามข อเสนอแนวทางของการ ปร บปร งโครงสร างของระบบบร หารการศ กษาประชาบาลเม อป 2522 กาหนดหล กการประการหน งว า เพ อให ม เอกภาพในการจ ดการศ กษาและความสอดคล องระหว างการประถมศ กษาก บการม ธยมศ กษา (คณะกรรมการพ จารณาป ญหาการศ กษาประชาบาล 2522: 6) ความสาค ญของทฤษฎ แพทย ว ศวกร และน กว ทยาศาสตร ต างทางานโดยม ทฤษฎ เป นเคร องช นาและหากปราศจาก ทฤษฎ แล ว พวกเขาก ไม อาจจะปฏ บ ต งานหร อพ ฒนางานใหม ข นมาได นอกจากน ทฤษฎ ย งม ประโยชน ในการ ทาให ไม ต องจาข อความมากมาย เป นการใช การจาทฤษฎ แทนการจาข อม ลมากมาย ทฤษฎ ก เปร ยบเสม อนก บ 2 การจ ดทาบ ตรรายการในห องสม ด เพราะถ าขาดระบบด งกล าว การจ ดเก บและการค นหาหน งส อก คงจะย งยาก ส บสนย งเหย งจนไม อาจใช ประโยชน จากห องสม ดได ด งน นทฤษฎ จะช วยเราเก บรวบรวมและใช ประโยชน ของ ข อม ลท ได จากประสบการณ ของผ อ น ทฤษฎ ทางการบร หารการศ กษาม บทบาทเช นเด ยวก บทฤษฎ ทางว ทยาศาสตร และสาขาว ชาต างๆ กล าวค อ ทาหน าท ให ข อย ต ท วไป และก อให เก ดการว จ ย ส วนว ทยาการเก ยวก บองค การพยายามอธ บายกฎ และระเบ ยบในพฤต กรรมของแต ละคนและกล มภายในองค การ โดยน กว ชาการเก ยวก บองค การม งหาหล ก เบ องต นท ให ความเข าใจท วไปในโครงสร างและพลว ตของช ว ตในองค การ ซ งงานด งกล าวเพ งจะเร มม ข นใน การศ กษาเก ยวก บการบร หารการศ กษา (Hoy and Miskel, 1991: 2) นอกจากน ฮอย ย งให ความเห นเพ มเต มไปอ กว า น กทฤษฎ น กว จ ย และน กปฏ บ ต ต างก ใช การว จ ยเช ง ว ทยาศาสตร ด วยก น แต งต างก นในระด บของความเป นนามธรรมโดยน กทฤษฎ ใช ในร ปของนามธรรมและข อ ย ต ท วไปส งกว าน กว จ ย เพราะน กทฤษฎ จะมองผลการว จ ยและการทดลองของตนในล กษณะท พยายามหา ข อสร ปโดยท วไปท จะสามารถน าไปใช ได ท กสถานการณ และสภาวะแวดล อม จากน นก สร างทฤษฎ ข นก าก บ ข อสร ปโดยท วไปด งกล าว ส วนน กว จ ยน นทาหน าท ทดสอบทฤษฎ ในแง ของความเป นไปได ในการน าไปใช และการเป นข อม ลย ต โดยท วไป ฉะน นจะต องสร างกรอบของการว จ ยและการทดสอบให ม ล กษณะเป นร ปธรรมท สามารถว ดและ ประเม นได ส าหร บน กปฏ บ ต น นจะสนใจเฉพาะป ญหาและเหต การณ ท เฉพาะเจาะจงในองค การ ด งน นจ งจะ ต ความว เคราะห และประย กต ทฤษฎ และการว จ ยในล กษณะท เป นร ปธรรมมากกว าน กว จ ยและน กทฤษฎ ความส มพ นธ ระหว างทฤษฎ การบร หารก บการบร หารการศ กษา ทฤษฎ การบร หารการศ กษาก เหม อนทฤษฎ การบร หารโดยท วไปท ม ว ธ การได มา โดยม ข อด อยในด านท ม ได ทาความเข าใจมากน กต อข อเท จจร ง (facts) การค นหาความจร ง (findings) หร อการหาข อย ต โดยท วไป และโดยส วนใหญ ทฤษฎ การบร หารการศ กษาและทฤษฎ การบร หารท วไปม กจะได มายากการรวมเอา แนวความค ดซ งรวมเอาข อเท จจร ง ค าน ยม และข อความเบ องต นในเร องต างๆ เข าด วยก นให เป นภาพท ม ความ หลากหลายซ บซ อนท เป นประโยชน ในการทาให เป นภาพความร ในเร องน นๆ โดยท วไปทฤษฎ การบร หารท วไป จะม อ ทธ พลต อทฤษฎ การบร หารการศ กษากล าวค อ โดยส วนใหญ น กทฤษฎ การบร หารการศ กษาจะประย กต ทฤษฎ การบร หารท วไปมาใช เป นทฤษฎ การบร หารการศ กษาม ทฤษฎ การบร หาการศ กษาจานวนน อยมากท เก ดข นจากวงการศ กษาเอง ซ งส วนใหญ จะปรากฏในช วงย คการ เคล อนไหวทางทฤษฎ (Theory Movement) ซ งเก ดต งแต ค.ศ เป นต นมาท น กทฤษฎ การบร หาร การศ กษา พ จารณาเห นว าองค การทางการศ กษา ม ล กษณะเฉพาะท แตกต างไปจากล กษณะองค การโดยท วไป การนาทฤษฎ การบร หารท วไปมาใช เป นหล กในการดาเน นงานและการต ดส นใจจ งม กไม อาจแก ป ญหาและท า ให การดาเน นการทางการศ กษาเป นไปอย างม ประส ทธ ผล ด วยเหต ด งกล าว น กทฤษฎ การบร หารการศ กษา เหล าน จ งพยายามค นหาทฤษฎ การบร หารการศ กษาท เหมาะสมก บล กษณะเฉพาะขององค การทางการศ กษา ข นมา ทฤษฎ การบร หารม อ ทธ พลต อการปฏ บ ต มากกว า 90 ป โดยท วไปจะแบ งพ ฒนาการของทฤษฎ การ บร หารออกเป น 3 ย ค ค อย คเร มต นหร อย คทฤษฎ คลาสส ก (Classic Theory) หร อย คทฤษฎ การบร หารเช ง ว ทยาศาสตร (Scientific Management Theory) ย คการบร หารเช งมน ษยส มพ นธ (Human Relation 3 Management Theory) และย คการบร หารเช งพฤต กรรมศาสตร (Behavior Science Management Theory) ป ค.ศ อ นเป นย คขงการบร หารเช งพฤต กรรมศาสตร ได ม การเปล ยนแปลงและพ ฒนาเป นแนว การศ กษาองค การท เพ มความส มพ นธ และหลากหลายมากย งข นซ งความหลากหลายด งกล าว อาจท าความ เข าใจได โดยการทดสอบแนวค ดของระบบ 3 ประการ ค อความเป นเหต เป นผล (rational) ธรรมชาต ของระบบ (natural) และการเป นระบบเป ด (open - system) โดยแต ละแนวค ดม รากฐานมาจากแนวค ดท ม มาก อนน น (Hoy and Miskel, 1991: 8) ทฤษฎ การบร หารองค การส ทฤษฎ หล ก ทฤษฎ การบร หารองค การอาจจ ดกล มได เป น 4 กล มหล ก ด งน 1. ทฤษฎ การบร หารองค การตามแนวค ดคลาสส ก (Classical Organization Theory) 2. ทฤษฎ การบร หารองค การเช งมน ษยส มพ นธ (Human Relations School) 3. ทฤษฎ การบร หารองค การตามแนวทฤษฎ ระบบ (System Theory) 4. ทฤษฎ การบร หารองค การตามแนวปฏ บ ต การทางส งคม (Social Action Theory) จ ดเน นของแต ละกล มทฤษฎ 1.ทฤษฎ การบร หารองค การตามแนวค ดคลาสส ก แบ งย อย ๆ เป น 3 กล ม ด งน 1.1 กล มการจ ดการเช งว ทยาศาสตร ของเทย เลอร (Scientific Management) 1.2 กล มทฤษฎ องค การอย างเป นทางการของฟายอล (Formal Organization Theory) 1.3 กล มทฤษฎ การบร หารแบบราชการ (Bureaucracy) ของแมกซ เวเบอร 1.1 ทฤษฎ บร หารองค การเช งว ทยาศาสตร เป นทฤษฎ ตามแนวค ดและการศ กษาว จ ยของ เฟรดเดอร ก เทย เลอร (Frederick Taylor) ผ ม ช ว ตอย ในสหร ฐอเมร กาในช วง ค.ศ ความม งหมายส งส ดของแนวค ดเช งว ทยาศาสตร ค อ จะจ ดการบร หารธ รก จหร อโรงงานให ม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลส งส ดได อย างไร ก อนอ นควรทราบเส ยก อนว า ประว ต ศาสตร ของมวลมน ษยชาต ท กๆ ส งคม ท ก ๆ ย คสม ย แสวงหา ว ธ การทางานท ก อให เก ดผลสาเร จ ประเด นหล กของการทางานร วมก น ค อ จะแบ งงานก นอย างไรจ งจะท าให เก ดประส ทธ ภาพ อาด ม สม ธ (Adam Smith) ในหน งส อ The Wealth of Nations ซ งเป นรากเหง าของ ทฤษฎ เศรษฐศาสตร ได กล าวถ งการแบ งงานก นเฉพาะทาง เช น งานการผล ตเข มหม ด หากแบ งข นตอนการ ผล ตให แต ละข นท าได ง ายท ส ด เร วท ส ด ให แต ละคนร บผ ดชอบ เฉพาะข นตอนน น การผล ตเข มหม ดจะได จานวนเพ มมากข นหลายเท าของการผล ตเข มหม ดโดยคนเด ยวท ดาเน นการท กข นตอน การแบ งงานให ม ความ เฉพาะทางเพ อให ผ ท างานเก ดความช านาญในการท างานน น จ งเป นหล กส าค ญของแนวทางธ รก จในย ค อ ตสาหกรรม 4 เฟรดเดอร ก เทย เลอร ก ค อผลผล ตย คอ ตสาหกรรม ฉะน นในงานว จ ยเร อง Time and Motion Studies ค.ศ เทย เลอร ได แสวงหาว ธ การท ด ท ส ด และเช อว าในทางว ทยาศาสตร ม ว ธ การเพ อ บรรล ว ตถ ประสงค เพ ยงว ธ เด ยวท ด ท ส ด เราจะต องค นพบให ได ฉะน น เทย เลอร จ งเช อในการแสวงหาว ธ การ แบ งงานก นเฉพาะทาง และให ม สายบ งค บบ ญชา หร ออาจควบค มด แลแต ละข นตอนโดยผ ปฏ บ ต ในระด บล าง ต องร บผ ดชอบต อระด บบน นอกจากน น เพ อให ภารก จส าเร จล ล วงอย างม ประส ทธ ภาพมากท ส ด เทย เลอร เสนอระบบ การจ างงาน (จ ายเง น) บนพ นฐานของการสร างแรงจ งใจ เช น ให ค าจ างตามจ านวนช นส วนท แต ละคนผล ตได เป นว น หล กว ทยาศาสตร ของเทย เลอร สร ปง าย ๆ ประกอบด วย 3 หล กการ 1. การแบ งงาน (Division of Labors) 2. การควบค มด แลบ งค บบ ญชาตามสายงาน (Hierarchy) 3.การจ า
Related Search
Similar documents
View more...
We Need Your Support
Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

Thanks to everyone for your continued support.

No, Thanks