1 10+อธิบายบาลีไวยากรณ์+อาขยาต

Description
1. คําชี้แจงความรูอาขยาต เปนสวนหนึ่งในวจีวิภาค…

Please download to get full document.

View again

of 115
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 3 | Pages: 115

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. คําชี้แจงความรูอาขยาต เปนสวนหนึ่งในวจีวิภาค ที่ผูศึกษาจะตองเรียนตองรู กิริยาอาขยาตเปนกิริยาคุมประโยคทางสัมพันธ การศึกษาอาข-ยาต จะทําใหรูจักธาตุ อุปสัคนําหนาธาตุ ปจจัยลงทายธาตุ และวิภัตติแสดงกาลและกิจแหงธาตุนั้น ๆ ยิ่งกวานั้น ผูศึกษาจะไดความรูทั่วถึงทั้งการแปรรูปอักษรและความหมายแหงธาตุ เพราะอุปสัคบาง เพราะปจจัยบาง เพราะวิภัตติบาง ทําใหรูจักประกอบอุปสัค ธาตุ ปจจัยและวิภัตติเปนรูปกิริยา และแยกรูปกิริยาออกเปนสวน ๆ ใหรูสวนไหนเรียกวาอะไร.ในแบบาลีไวยากรณที่ใชกันอยูนั้น ตองอาศัยครูแนะนําสั่งสอนจึงรูได เพราะเปนแบบที่ใชเปนหลักในการทองบนใหขึ้นใจเปนสําคัญดวยเหตุนั้น จึงตองอาศัยคําอธิบายจากครูหรือหนังสืออธิบายเขาชวยเพื่อทําความเขาใจใหชัดขึ้น พระมหานาค อุปนาโค ป. ธ. ๙ วัดบรม-นิวาส ไดชวยเรียบเรียงคําอธิบายอาขยาตเลมนี้ใหมหากุฏราชวิทยาลัยเพื่อประโยชนดังกลาวแลว จึงขอขอบใจและอนุโมทนาไว ณ ที่นี้ดวย.พระอมราภิรักขิต๑มหามกุฏราชวิทยาลัย๑๓ กรกฎาคม ๒๔๘๙๑. ตอมา เปน พระธรรมดิลก.
  • 2. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 1อธิบายอาขยาตพระมหานาค อุปนาโค ป. ธ. ๙ วัดบรมนิวาสเรียบเรียงอธิบายอาขยาตอาขยาต คือ อะไร ? อาขยาตไดแก ศัพทที่กลาวถึงกิริยา คือความทํา อันเปนอาการที่ปรากฏขึ้นในคน สัตว และ สรรพสิ่งตางๆซึ่งแสดงใหเห็นวา ตัวประธานคือผูหรือสิ่งที่เปนเจาของกิริยาทําอะไรแสดงอาการเคลื่อนไหวหรือคงที่ใหปรากฏออกมาอยางไร เชนศัพทกิริยาเหลานี้ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทํา พูด คิด ไป มาเปนตน. ศัพทนี้มีมูลเดิมมาจาก อา บทหนา ขฺยา ธาตุ ในความกลาว (กิริยา) ศัพทนั้นชื่อ อาขยาต ศัพทกลาวกิริยาคือความทําของนามที่เปนประธานนี้เปนสวนสําคัญมาก จะขาดเสียมิได ถาขาดเสียแลว เราก็จะทราบไมไดวา นามที่เปนประธานจะแสดงกิริยาอาการอยางไร แตศัพทที่กลาวกิริยาหาไดชื่ออาขยาตเสมอไปไม เพราะยังมีศัพทที่แสดงกิริยาอีกแผนกหนึ่งคือกิริยากิตก การที่เราจะสังเกตใหทราบแนชัดได ตองอาศัยสังเกตดูเครื่องปรุงของศัพทนั้น ๆ เพราะกิริยาศัพททั้งหมด ยอมมีมูลเดิมมาจากธาตุคือศัพทอันเปนมูลรากเปนสําคัญเสมอกัน เมื่อจะใหเปนกิริยาฝายใด ก็ใชเครื่องประกอบของฝาย
  • 3. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 2นั้นปรับปรุงเขา เครื่องปรุงเปนเหตุใหสังเกตรูไดวาเปนกิริยาแผนกไหนตลอดถึงพวกนามศัพทก็ยังตองมีเครื่องปรุงประจําแผนกของตน ๆ คือลิงค วจนะ วิภัตติ เพื่อเปนเครื่องหมายใหทราบไดวาเปนศัพทจําพวกนามศัพท. ฉะนั้น ศัพทที่จะไดชื่อวาอาขยาตเต็มที่ก็ตองประกอบพรอมดวยเครื่องปรุงสําหรับอาขยาต อันทานจัดไวเปนสวน ๆ สําหรับทําหนาที่ของตน ๆ ซึ่งจะขาดเสียแมแตอยางใดอยางหนึ่ง ยอมไมไดถาขาดเสีย ก็เทากับวาศัพทนั้นมีความเปนอาขยาตยังไมสมบูรณ. เครื่องปรุงเหลานี้จะงดไวกอน จะไดอธิบายในลําดับตอไป.ความสําคัญของอาขยาตอาขยาต สําคัญอยางไร ? เมื่อผูศึกษาไดเรียนรูถึงนามศัพทคือคน สัตว ที่ สิ่งของ พรอมดวยลักษณะและคําแทนชื่อ อันเปนสวนวาดวยนามแลว ยังไมพอแกความตองการ จําเปนตองเรียนรูถึงความเคลื่อนไหวหรือความคงที่อันเปนเครื่องแสดงความทําของนามซึ่งไดแกกิริยาอีก เพราะเพียงแตนามศัพทหาเปนเครื่องใหรูถึงความเปนไปของภาษามคธไดเพียงพอไม มิฉะนั้น ก็จะรูแตเพียงชื่อ ซึ่งหาใหสําเร็จประโยชนอยางแทจริง ในการเขาในภาษามคธไดพอแกความประสงคไม ลําพังนามศัพทเปนแตเพียงแสดงชื่อลักษณะหรือคําแทนชื่อเทานั้น ถาไมมีกิริยาเปนเครื่องประกอบอีกตอหนึ่งแลว จะทราบไมไดเลยวา นามศัพททําอะไรบาง กิริยาคือความทําของนามศัพทจึงเปนหนาที่ของอาขยาตแสดงไดปรากฏ อาขยาตยอมเปนสิ่งสําคัญใน
  • 4. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 3สวนกิริยา และยังใชเปนเครื่องคุมพากย คือคําพูดที่กลาวออกไปเพื่อใหทราบไดวา จบประโยคแหงคําพูดทอนหนึ่ง ๆ กํากับความทอนตาง ๆ ไมใหคละกัน ถึงแมวาจะมีกิริยาอีกแผนกหนึ่งซึ่งเรียกวากิริยากิตก ก็ยังไมสําคัญเทากิริยาอาขยาต เพราะกิริยากิตกไมมีวิภัตติแผนกหนึ่งเหมือนอาขยาต ยังตองอาศัยวิภัตตินาม บทและบุรุษก็ตองอาศัยอาขยาตเปนเครื่องบง ทั้งจะใหเปนกิริยาคุมพากยไมไดเสมอไป เพราะเหตุนี้ อาขยาตจึงเปนปกรณที่สําคัญอยางยิ่งซึ่งจําเปนที่สุดที่ผูศึกษาจะตองเรียนรูและจะขาดเสียมิได.หลักสังเกตกิริยาอาขยาตลําพังเห็นกิริยาในภาษาไทย เชนคําวา ยืน เดิน นั่ง นอนเปนตน จะรูไมไดเลยวาเปนกิริยาแผนกไหน จะเรียกวาเปนกิริยาแผนกไหนก็ยังไมไดทั้งนั้น เพราะคําเหลานี้อาจจะประกอบเปนภาษามคธใชไดหลายแผนก แลวแตจะใชเครื่องปรุงแผนกไหนเขาประกอบดังนั้น การที่จะสังเกตกิริยาอาขยาตในภาษาไทยจึงเปนการยากมาก และอาจจะเจาใจอยางแทจริงไมไดเลย แตที่จะสังเกตทราบได ตองเปนไปในภาษามคธ เพราะในภาษามคธ ทานจัดเครื่องปรุงไวสําหรับแผนกนั้น ๆ อยางพรอมมูลแลว เชน นามกิตกก็มีเครื่องปรุง คือสาธนะ รูป และปจจัย. กิริยากิตกก็มีวิภัตติ ซึ่งอาศัยนาม วจนะกาล ธาตุ วาจก และปจจัย เปนตน ถึงแมวาจะเปนกิริยาชนิดเดียวกัน แตก็ตางกันดวยเครื่องปรุง พึงสังเกตตัวอยางดังตอไปนี้ :-
  • 5. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 4นามกิตก กิริยากิตก กิริยาอาขยาตยืน าน, ติฏนฺโต ติฏามาโน ิโต, ติฏติ.เดิน คมน, คจฺฉนฺโต คจฺฉมาโน คโต, คจฺฉติ.คําวา } นั่ง นิสชฺชา, นิสีทนฺโต นิสีทมาโน นิสินฺโน, นิสีทติ.นอน สยน, สยนฺโต สยมาโน สยิต, สยติ.เหลานี้ยกมาเปนตัวอยาง เพื่อเปนหลักสังเกต เพราะศัพทเหลานี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงใชไดตาง ๆ อีกมาก แลวแตเครื่องปรุงของแผนกนั้น ๆ เพราะฉะนั้น หลักสังเกตกิริยาศัพทในฝายปรุงของตองอาศัยเรียนรูเครื่องปรุงทั้ง ๘ ของกิริยาอาขยาตโดยละเอียดถี่ถวนเสียกอน จึงจะสามารถสังเกตและเขาใจไดแนชัด.เครื่องปรุงของอาขยาตศัพทกิริยาที่เปนแตเพียงกลาวออกมาเลย ๆ โดยังมิไดมีเครื่องปรุงอยางใดอยางหนึ่งเขาประกอบ เราก็คงยังรูไมไดเลยวาเปนกิริยาแผนกไหน ฉะนั้น ศัพทกิริยาที่จะไดนามวาอาขยาตก็เชนกัน กอนที่จะสําเร็จรูปเปนอาขยาตได ก็ตองอาศัยเครื่องปรุงสวนตาง ๆ ของอาขยาต ทําหนาที่รวมกันปรับปรุงประกอบใหเปนรูปขึ้น เหมือนเรือนที่จะสําเร็จเปนรูปเรือนขึ้นได ตองอาศัยทัพพสัมภาระตาง ๆ ซึ่งเปนเครื่องสําหรับทําเรือน อันบุคคลนํามาผสมประกอบกันฉะนั้น กลาวอยางงายก็คือ ศัพทกิริยาฝายอาขยาต ตองประกอบดวยเครื่องปรุงของอาขยาต ซึ่งทานจําแนกไวเปน ๘ ประการ คือ วิภัตติ กาล บท
  • 6. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 5วจนะ บุรุษ ธาตุ วาจก ปจจัย.เครื่องปรุงทั้ง ๘ นี้ แตละอยาง ๆ ยอมมีหนาที่ที่จะตองทําตามสวน ไมสับสนปนคละกัน สวนไหนมีหนาที่อยางไร จะไดกลาวตอไปในแผนกนั้น ๆ จัดวาเปนสําคัญทุก ๆ สวน ซึ่งจะขาดเสียแมแตอยางใดอยางหนึ่งก็หาไดไม เพราะแตละสวนลวนตางชวยกันปรุงศัพทกิริยานั้น ๆ ใหถึงความเปนอาขยาตอยางสมบูรณ อยางหนึ่งก็มีหนาที่ในทางหนึ่งไมเหมือนกัน แตก็ทําหนาที่รวมกันไมบกพรองเหมือนเครื่องเรือนคือทัพพสัมภาระตางๆ ซึ่งแตละอยางยอมมีหนาที่ที่จะตองปรับปรุงใหเปนรูปเรือนแตกตางกันไปคนละสวน แตยอมทําหนาที่รวมกันจะขาดเสียสวนใดสวนหนึ่งหาไดไมฉะนั้น แตนั่นแหละ เมื่อจะกลาวถึงความสําคัญอยางแทจริงในเครื่องปรุงทั้ง ๘ นี้ บางอยางก็มีความสําคัญมาก คือใหสําเร็จกิจในหนาที่ของตนไดโดยอิสระลําพังตน มิตองอาศัยเครื่องปรุงอยางอื่นประกอบ เครื่องปรุงเหลานี้ เฉพาะที่สําคัญมีอยู ๓ คือ วิภัตติ ธาตุ ปจจัย จัดเปนประธาน นับเปนหัวหนาของสวนอื่น ๆ เพราะเปนที่อาศัยปรากฏของสวนตาง ๆ ซึ่งนอกจากนี้แตบางอยางก็มีความสําคัญนอย คือตองอาศัยเครื่องปรุงอยางอื่นเปนเครื่องปรากฏ รับหนาที่รองลงไปตามลําดับชั้น เครื่องปรุงเหลานี้ไดแก กาล บท วจนะ บุรุษ วาจก ทั้ง ๕ นี้ เวนวาจกอยางเดียวอาศัยวิภัตติเปนเครื่องปรากฏ จึงทําหนาที่ของตนได จัดวามีวิภัตติเปนแดนเกิด ถาไมมีวิภัตติแลว ก็ทําหนาที่ไมได ฉะนั้น เมื่อวิภัตติปรากฏขึ้นในที่ใด ก็ยอมเปนเครื่องหมายใหทราบไดวา เครื่องปรุงทั้ง ๔ นี้
  • 7. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 6มีอยูในที่นั้น เมื่อกลาวถึงวิภัตติ ก็เปนเหตุใหเกี่ยวโยงถึงดวย ธาตุที่สําคัญก็เพราะวาเปนรากเงาของศัพทกิริยาทั้งหมด อาขยาตทั้งหมดตองอาศัยธาตุเปนรากเงา จึงนับวาเปนเหตุอันสําคัญยิ่ง ซึ่งไดเกิดผลเปนอาขยาต เพราะถาขาดธาตุ เครื่องประกอบอื่น ๆ ก็หาประโยชนอะไรมิได โดยเหตุที่ไมมีตัวตั้งสําหรับจะปรุง. ปจจัยเปนเครื่องอาศัยปรากฏของวาจา เมื่อปจจัยปรากฏก็เปนเครื่องชี้ใหทราบวาจกไดจึงนับเปนเครื่องปรุงที่สําคัญยิ่งสวนหนึ่ง เหตุฉะนั้น เมื่อจะกลาวถึงเครื่องปรุงของอาขยาตแตโดยยอ เฉพาะที่สําคัญที่สุดก็มี ๓ คือ วิภัตติ ธาตุปจจัย เทานั้น นอกจากนั้นเปนเครื่องชวยเหลือทําหนาที่ โดยตองอาศัยเครื่องปรุงทั้ง ๓ นี้เปนหลัก ดังจะไดอธิบายเปนลําดับตอไปนี้ :-๑. วิภัตติวิภัตติ ไดแกอะไร ? คําวา "วิภิตติ" นี้ เมื่อจะแปลตามพยัญชนะก็วา "แจก" หรือ "แบง" หมายความวา แบงแยกมูลศัพทออกไปเปนสวน ๆ เพื่อจะจําแนกศัพทแลวจัดไดเปนหมวดหมู เปนการสะดวกแกการที่จะเขาใจความหมายของศัพทที่ประกอบดวยวิภัตตินั้นๆแลวแตวิภัตตินั้น ๆ จะประกอบกับศัพทเชนไร วิภัตตินี้มีที่ใชอยู ๒แผนก คือ แผนกนาม เรียกวา วิภัตตินาม ๑ แผนกกิริยา เรียกวาวิภัตติอาขยาต ๑. วิภัตติซึ่งอยูใน ๒ แผนกนี้ ยอมมีหนาที่ทําคนละอยาง หาเหมือนกันไม. หากจะมีคําถามสอดเขามาวา วิภัตตินามก็มีอยูแผนกหนึ่งแลว เหตุไฉนจึงเพิ่มวิภัตติอาขยาตเขามาอีก มิเปนการซ้ําซากไปหรือ ? ก็ตองตอบวา หาซ้ําซากไม เพราะตางแผนกตางก็
  • 8. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 7ทําหนาที่คนละอยาง คือวิภัตตินาม ก็ทําหนาที่แจกนามศัพท เพื่อเปนเครื่องหมายใหรูลิงค วจนะ การันต และอายตนิบาต คือคําตอเชื่อมนามศัพท ออกสําเนียงคําแปลตามหมวดของวิภัตติ. สวนวิภัตติอาขยาตก็ทําหนาที่แจกมูลศัพทฝายกิริยาออกเปนสวน ๆ เพื่อเปนเครื่องหมายใหรูกาล บท วจนะ และบุรุษ ซึ่งแลวแตวิภัตติจะระบุถึง. วิภัตติในอาขยาตนี้ ทานจําแนกไวเปนหมวดไว ๘ หมวด คือ วัตตมานา ๑ปญจมี ๑ สัตตมี ๑ ปโรกขา ๑ หิยัตตนี ๑ อัชชัตตนี ๑ ภวิสสันติ ๑กาลาติปตติ ๑.ความหมายของชื่อวิภัตติวิภัตติทั้ง ๘ หมวดตามที่กลาวแลวนี้ เมื่อเพงตามชื่อแหงวิภัตติหมวดนั้น ก็เห็นไดวา ตางหมวดตางก็มีความหมายประจําแตกตางไปคนละอยาง หาเหมือนกันไม แตความหมายของชื่อวิภัตติเหลานั้นทานผูรจนาปกรณนี้ มุงหนักไปในทางใหเปนความหมายของกาลมากกวาอยางอื่น เพราะฉะนั้น ชื่อของวิภัตติเหลานั้นแตละหมวดจึงบงใหทราบถึงกาลไปในตัวดวย. ซึ่งเราจะทราบไดตามชื่อของวิภัตตินั้น ๆ เชน วัตตมานา แปลวา "เปนไปอยู" ตามความหมายก็เพื่อใหเปนเครื่องบอกปจจุบันกาล เพราะเพงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจําเพาะหนา. สวน ปญจมี ซึ่งแปลวา "ที่ ๕" สัตตมี ซึ่งแปลวา"ที่ ๗" เปนกาลที่แฝงอยูในระหวาง เพราะตามคําแปลก็ไมบงชัดลงไปวาเปนกาลอะไร ซึ่งในคัมภีรมูลกัจจายนทานเรียกวา อนุตกาลแปลวา "กาลที่กลาวแนลงไปยังไมได" คือไมแนวา จะจัดลงใน
  • 9. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 8กาลไหน. ปโรกขา แปลวา "กลาวถึงสิ่งที่อยูในหนหลัง" คือสิ่งลวงไปแลวไมมีกําหนดแนวาลวงไปเมื่อไร. หิยัตตนี แปลวา"มีแลวในวันวาน" หมายถึงสิ่งที่ลวงไปแลวตั้งแตวานนี้. อัชชัตตนีแปลวา "มีแลวในวันนี้" หมายถึงสิ่งที่ลวงไปแลวในวันนี้. ๓ กาลนี้ตามความหมายก็เพื่อใหเปนเครื่องบอกอดีตกาล เพราะเพงถึงสิ่งที่ลวงแลวทั้งนั้น. ภวิสสันติ แปลวา "จักมี" หมายถึงสิ่งที่จักเกิดมีขางหนา กาลาติปตติ แปลวา "ลวงกาล" หมายถึงสิ่งที่ลวงกาลของอนาคตไปแลว แตยอนกลาวถึงอีก. ๒ กาลนี้ ตามความหมายก็เพื่อใหเปนเครื่องบอกอนาคตกาล เพราะเพงถึงสิ่งที่ยังไมมาถึง.วิภัตติ ๘ หมวดวิภัตติทั้ง ๘ หมวดดังปรากฏในแบบนั้น ทานแจกออกไปเปนหมวด ๆ มี บท บุรุษ และวจนะ กํากับอยูทุกหมวด หมวดหนึ่ง ๆมีวิภัตติประจํา ๑๒ ตัว รวมทั้ง ๘ หมวด มีวิภัตติ ๙๖ ตัว การที่ทานจัดไวดังนี้ ก็เพื่อจะสะดวกแกการที่จะรูไดวา ศัพทที่ประกอบดวยวิภัตติเชนนี้อยูในบทอะไร เวลาจะตองใช กาล บุรุษ และวจนะ อยางไรเขาประกอบ พึงดูตัวอยางดังที่ทานจัดไวในแบบบาลีไวยากรณนั้น.วิธีสังเกตวิภัตติวิภัตติดังที่ทานจําแนกไวเหลานั้น สําหรับใชลงประกอบกับธาตุที่ลงปจจัยแลว และวางไวขางหลังในเมื่อปจจัยคงอยู ถาปจจัยถูกลบก็อยูหลังธาตุ เมื่อลงแลว ตามธรรมดาที่เปนไปโดยมาก ใชตอเชื่อมเขากับปจจัยหรือธาตุทีเดียว และมักคงรูปอยูตามปกติของตน ไมเปลี่ยน
  • 10. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 9แปลง เชน ติ, อนฺติ ประกอบกับ จรฺ ธาตุ สําเร็จรูปเปน จรติ,จรนฺติ. สิ, ถ ประกอบกับ ปจฺ ธาตุ สําเร็จรูปเปน ปจสิ, ปจถ.ดังนี้เปนตน ฉะนั้น การที่จะสังเกตรูวิภัตติอยางงาย ซึ่งเปนเบื้องตนตองดูที่ทายศัพทซึ่งเปนธาตุ เมื่อทราบวาศัพทใดเปนธาตุแลว สวนที่เหลือซึ่งใชประกอบขางหลังธาตุก็คงเปนวิภัตติ แตยังมีเครื่องประกอบอีกอยางหนึ่ง ซึ่งลงประกอบกับธาตุเหมือนวิภัตติ เครื่องประกอบนี้คือปจจัย เราจะสังเกตรูได คือ โดยมากปจจัยมักลงหนาวิภัตติ ดังนั้นเครื่องประกอบซึ่งลงที่ธาตุ อันปรากฏตัวใหเราสังเกตเห็นได ก็มีอยู ๒อยางคือ วิภัตติ และปจจัย นอกนั้น คือ กาล บท วจนะ บุรุษ วาจก.ไมปรากฏตัวใหเห็นได แตอาศัยวิภัตติกับปจจัยเปนเครื่องบงใหทราบแตนั่นแหละ ก็ยังมีบางวิภัตติที่ไมคงตัวอยูอยางเดิม อาจเปลี่ยนแปลงผิดไปจากรูปเดิมบาง ขอนั้นตองอาศัยการจดจําไวเปนพิเศษ จะยกมาแสดงในที่นี้ พอเปนแนวทางการสังเกตและประดับความรูบางเล็กนอย.วิภัตติที่เปลี่ยนผิดรูปติ ประกอบกับ อสฺ ธาตุ ซึ่งเปนไปใน ความมี ความเปน แปลงเปน ตฺถิ อุ. อตฺถิ. นตฺถิ, (กิริยานี้ใชสําหรับตัวประธานทั้งที่เปนเอก. และพหุ.).อนฺติ แปลงเปน เร ไดบาง อุ. นายเร, อุปชฺชเร, วุจฺจเร, โสจเร,ถ แปลงเปน ตฺถ ในเมื่อประกอบกับ อสฺ ธาตุ อุ. อตฺถ.มิ ม ทั้งวัตตมานา และปญจมี ถาสรหนาเปน ทีฆะ อยูแลว
  • 11. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 10ไมตอง ทีฆะ อุ. สกฺโกมิ, สกฺโกม, ชินามิ, ชินาม, เมื่อประกอบกับ อสฺ ธาตุ มิ ตองแปลง เปน มฺหิ อุ. อมฺหิ,ม ตองแปลงเปน มฺห อุ. อมฺห, เมื่อประกอบขางหลัง ทาธาตุ มีอํานาจใหแปลง อา ที่ ทา เปน  (คือนิคคหิต)แลวแปลงนิคคหิตนั้นเปน มฺ อีกครั้งหนึ่ง อุง ทมฺมิ, ทมฺม,อนึ่ง มิ เวลสแตงฉันทใช เอ อัตตโนบท แทนบาง เชนพุทฺธ นาม รตนนภูตสรีรจิตฺต เรายอมนอบนอมซึ่งพระพุทธเจา ผูมีพระสรีระและพระหฤทัยเปนรตนะ และเชนประโยควา ปาทานิ น สมฺผุสิตุ น อิจฺเฉ เรายอมไมปรารถนาเพื่อจะถูกตองซึ่งธิดาของทานนั้น แมดวยเทา เปนตน.ตุ ประกอบกับ อสฺ ธาตุ แปลงเปน ตฺถุ อุ. อตฺถุ.หิ เมื่อลงแลวลบเสียบางก็ได แตเมื่อลบแลว ไมตองทีฆะอุ. กร, คจฺฉ, วท, ถาคงไวไมลบ ตองทีฆะ เชนเดียวกับมิ, ม, อุ. คณฺหาหิ, วสาหิ.เอยฺย ลบ ยฺย ซึ่งเปนที่สุด คงไวแต เอ บาง อุ. เสเว, ชเห, ใชเอถ ฝายอัตตโนบทแทนบาง อุ. ภเชถ เชน ภเชถ ปุริสุตฺตเมชนควรคบซึ่งบุรุษสูงสุด ท. เสเวถ เชน สมฺปนฺนปฺเเสเวถ ชนควรสองเสพซึ่งชนผูปญญาสมบูรณแลว ท. แปลงเปน อิยา บาง อุ. ชานิยา, สิยา, แปลงเปน า บางอุ. ชฺา, แปลงเปน อา บาง อุ. กยิรา, แปลงพรอมกับอสฺ ธาตุ เปน อสฺส บาง.
  • 12. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 11เอยฺยุ แปลงกับ อสฺ ธาตุ เปน อสฺสุ บาง เมื่อประกอบกับ อสฺธาตุ ลบตนธาตุแลว แปลงเปน อิยุ บาง อุ. สิยุ.เอยฺยาสิ แปลงกับ อสฺ ธาตุ เปน อสฺส.เอยฺยาถ แปลงกับ อสฺ ธาตุ เปน อสฺสถ.เอยฺยามิ โดยมากใช เอยฺย อัตตโนบท แทน อุ. ปพฺพชฺเชยฺย เชนยนฺนูนาห ปพฺพชฺเชยฺย ไฉนหนอเราพึงบวช, ลเภยฺย เชนลเภยฺยาห....ปพฺพชฺช เราพึงได....ซึ่งการบวช, แปลงกับอสฺ ธาตุ เปน อสฺส บางเอยฺยาม แปลงกับ อสฺ ธาตุ เปน อสฺสาม บาง, แปลงเปน เอมุ บางอุ. ชาเนมุ เชน กถ ชาเนมุ ต มย เรา ท. พึงรูจักซึ่งทานอยางไร ?อา หิยตฺตนี โดยมาก รัสสะเปน อ อุ. อภว, อปจ, อวจ,อโวจ.อี มัก รัสสะ เปน อิ ในที่ทั้งปวง อุ. อกริ, อคมิ, ลง สอาคม แลว รัสสะ อี เปน อิ บาง อุ. อาหสิ, อทาสิ,อกาสิ, อโหสิ.อุ แปลงเปน อึสุ ไดบาง อุ. ปติฏหึสุ, ปลายึสุ, แปลงเปนอสุ ไดบาง อุ. อทสุ, อาหสุ, ประกอบกับ อสฺ ธาตุ คงรูปไว ทีฆะ สระหนาธาตุบาง อุ. อาสุ.โอ ทั้ง หิยตฺตนี และ อชฺชตฺตนี มีที่ใชนอย มักใช อี ปฐมบุรุษเสียโดยมาก อุ. อกริ เชน มาสุ ตฺว อกริ ปาป
  • 13. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 12ทานอยาไดทําแลวซึ่งบาปนะ, อกาสิ เชน มา เอวมกาสิทานอยาไดทําแลวอยางนี้.ตฺถ ประกอบกับ อสฺ ธาตุ คงไว และ ทีฆะ ตนธาตุ อุ, อาสิตฺถ.อี แปลงเปน อ อุ. อลตฺถ.สฺสติ สฺสนฺติ ทั้ง ๔ นี้ ลบ สฺส เสียบางก็ได อุ. กาหติ, การหนฺติ,สฺสสิ สฺสถ กาหสิ, กาหถ.สฺสามิ ลบ สฺส เสียบางก็ได อุ. กาหามิ, กาหาม, แปลงกับ วสฺ ธาตุสฺสาม เปน ฉามิ บาง ฉาม บาง อุ. วจฺฉามิ, วจฺฉาม, แปลงกับวจฺ ธาตุ เปน ขามิ บาง ขาม เปน อุ. วกฺขามิ, วกฺขาม.สฺสา รัสสะ อา เปน อ บาง อุ. อปจสฺส, อภวิสฺส, อสกฺขิสฺส.วิภัตติที่ลงอาคมอาคม ไดแกการลงตัวอักษรใหมเพิ่มเขามา ในอาขยาตก็มีการนิยมลงอาคมเหมือนกัน แตมีเฉพาะบางวิภัตติเทานั้น ไมทั่วไป วิภัตติเหลานี้ไดแก หิยัตตนี อัชชัตตนี ภวิสสันติ และ กาลาติปตติอาคมที่ใชลงในวิภัตติอาขยาต ที่เปนไปโดยมากมี ๓ ตัว คือ อ อิ สมีวิธีลงดังตอไปนี้ :-อ อาคม ใชลงขางหนาธาตุ ในเมื่อกิริยาศัพทนั้น ๆ ประกอบดวยวิภัตติในหมวด หิยัตตนี อัชชัตตนี และ กาลาติปตติ อุ.อทฺทส, อทสุ, อลภิสฺส, เปนตน.อิ อาคมใชลงขางหลังธาตุ และปจจัย ในเมื่อกิริยาศัพทนั้นประกอบดวยวิภัตติหมวด อัชชัตตนี ภวิสสันติ และ กาลาติปตติ
  • 14. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 13อุ. วสิมฺหา, สุณิสฺสามิ, ลภิสฺสา, บางคราวก็ลงทั้ง อ และ อิ อาคมผสมกัน อุ. อกริตฺถ, อสกฺขิสฺส. เปนตน.ส อาคม ใชลงหลังธาตุ ในเมื่อกิริยาศัพทนั้นประกอบดวยวิภัตติหมวด อัชชัตตนี เทานั้น อุ. ปติฏาสิ, วาเจสิ, วเทสิ.บางคราวก็ลง อ อาคม หนาธาตุซอนเขาดวย อุ. อเหสุ, อคมาสิ,อกฺโกสิ. เปนตน.นอกจากนนี้ยังมี ห อาคม อีก แตที่มีใชไมนิยมวิภัตติ และเฉพาะธาตุบางตัว เชน า ธาตุ อุ. ปติฏหิ, อุปฏเหยฺย. แมในกิตกก็ยังคงติดไปดวย อุ. อุปฏหน. ปติฏหนฺโต. เปนตน.๒. กาลกาล หมายความวา "เวลา" ตามพยัญชนะแปลวา "สภาพซึ่งบั่นรอนคือทําอายุของสัตวใหหมดสิ้นไป" ไดแกการกระทําใหลดนอยถอยลงทุกวัน ๆ กาล นี้เปนของจําเปนสวนหนึ่งของกิริยาอาขยาตถาขาดเสียแลว ยอมทําใหขัดของตอการที่จะทราบกําหนดระยะเวลาของการกระทําที่เกิดขึ้นวา การกระทํานั้นเกิดขึ้นในเวลาไหนเมื่อไรกําลังเกิดขึ้นเปนไปอยู ลวงแลวหรือยังไมมาถึง กาล ยอมเปนเครื่องกําจัดระยะความเปนไปแหงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ใหทราบไดแนชัดมีประโยชนที่จะแบงความเกิดขึ้นของเรื่องราวใหเปนตอน ๆ ไมสับสนปนคละกัน เพื่อจะไดทราบเวลาอันแนนอนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ๆกาล นั้น ทานจําแนกไวเปนสวนกวาง ๆ โดยยอเฉพาะที่เปนสวน
  • 15. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 14ใหญ มี ๓ คือ :-๑. ปจจุบันกาล.๒. อดีตกาล.๓. อนาคตกาล.เมื่อจําแนกใหละเอียดออกไปโดยพิสดารก็มี ๘ กาล คือ :-ปจจุบันกาล แบงออกเปน ๓ คือ :-๑. ปจจุบันแท๒. ปจจุบันใกลอดีต๓. ปจจุบันใกลอนาคตอดีตกาล แบงออกเปน ๓ คือ :-๔. ลวงแลวไมมีกําหนด๕. ลวงแลววานนี้๖. ลวงแลววันนี้อนาคตกาล แบงออกเปน ๒ คือ :-๗. อนาคตแหงปจจุบัน๘. อนาคตแหงอดีตความหมายแหงกาลปจจุบันกาล แปลวา "กาลที่เกิดขึ้นจําเพาะหนา " หมายความวา เกิดขึ้นและเปนไปพรอมในขณะที่ผูพูดกลาวถึง กาล นี้แสดงใหทราบถึงความเปนไปเรื่องราว หรือกระทํานั้น ๆ วากําลังเปนไป เพิ่งเปนไปใหม ๆ หรือจวนจะเปนไป อนึ่ง สิ่งใดที
  • 16. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 15เกิดมีและเปนความจริงอยูเสมอตามธรรมดาไมเปลี่ยนแปลง กาล ของกริยาที่ใชแสดงอการของสิ่งนั้น ก็ใชปจจุบันกาลเหมือนกัน เชนจนฺทิมสุริยา ปริหรนฺติ ทิสา ภนฺเต วิโรจนา พระจันทรและพระ-อาทิตย ท. ยอมหมุนไป สองอยูซึ่งทิศ ท ใหสวางไหว. นี่ก็เปนสิ่งที่เกิดมีและเปนอยูเสมอมิไดขาด แลเชน สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโนสัตวทั้งปวงยอมกลัวตอความตาย. นี่ก็เปนหลักธรรมดาที่เปนความจริงเสมอวา สัตวทั่วไปยอมกลัวตายดวยกันหมด จึงตองใชปจจุบันกาล.อดีตกาล แปลวา "กาลที่เปนไปลวงแลว" หมายความวาเกิดขึ้นเสร็จแลวในเวลาเบื้องหลัง กอนหนาที่ผูพูดกลาวถึง กาลนี้แสดงใหทราบถึงความเปนไปของเรื่องราวหรือการกระทํานั้น ๆ วาไดเปนไปเสร็จแลวกอนแตจะถึงปจจุบัน และมาถึงความสิ้นสุดลงไปเวลาปจจุบันเทานั้น.อนาคตกาล แปลวา "กาลที่ยังไมถึง" หมายความวา จักมาถึงขางหนา คือจักเกิดขึ้นในเวลาขางหนาโนน กาล นี้แสดงใหทราบถึงความเปนไปของเรื่องราวหรือการกระทํานั้นๆ วา ยังไมมาถึง แตผูกลาว ๆ ลวงหนาไวกอน. ซึ่งจะตองมาถึงไมวันใดก็วันหนึ่ง ตางแตชาหรือเร็วเทานั้น.ความหมายของกาล ๘๑. ปจจุบันแท หมายถึงเรื่องราวหรือการกระทํานั้น ๆกําลังเปนไปอยู ยังไมเปลี่ยนแปลงเปนอยางอื่น กาล นี้ ทานบัญญัติใหแปลวา "อยู" เชน อุ. วา มหาชโน มฺจาติมฺจ อภิรุหิตฺวา
  • 17. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 16ปสฺสติ มหาชนขึ้นแลวสูเตียงซอนเตียงดูอยู นี้แสดงวา ในขณะนั้นเขากําลังทําการดูอะไรอยูสักอยางหนึ่ง ซึ่งการดูนั้นยังไมเสร็จ แตกําลังเปนไปอยู.๒. ปจจุบันใกลอดีต หมายถึงเรื่องราวหรือการกระทํานั้น ๆเพิ่งจะแลวเสร็จใหมๆ ใกลจะลวงไป,กาล นี้ทานบัญญัติใหแปลวา" ยอม " เชน อุ วา สจฺจ กิร ตฺว ภิกฺขุ เอว กโรสิ. ภิกษุ ไดยินวาเธอยอมทําอยางนี้ จริงหรือ ? นี้แสดงวา เพิ่งจะทําแลวเสร็จใหม ๆในระยะใกล ๆ.๓. ปจจุบันใกลอนาคต หมายถึงเรื่องราวและการกระทํานั้น ๆดําเนินใกลเขามาจวนจะถึง แตยังไมถึงแททีเดียว. กาล นี้ทานบัญญัติใหแปลวา "จะ" เชน อุ. กตฺถ นุ โข อชฺช ภิกฺชาจารตฺถาย คจฺฉามิวันนี้ เราจะไปเพื่อประโยชนแกการเที่ยวไปเพื่อภิกขา ณ ที่ไหนหนอแล ?นี้แสดงวา คิดขึ้นในขณะที่ใกล ๆ จะไป.๔. อดีตกาลไมมีกําหนด หมายถึงเรื่องราวหรือการกระทํานั้น ๆ ลวงไปแลวโดยหากําหนดมิไดวา ไดลวงไปแลว คือไดเปนแลวหรือทําสําเร็จแลวเมื่อไร กาล นี้ ทานบัญญัติใหแปลวา "แลว"ไวทายคําพูด เชน อุ. วา ยาหุ เสฏา มนุสฺเสสุ สา เม ปฺา นวิชฺชติ นักปราชญทั้งหลายกลาวแลววา ปญญาใดประเสริฐในมนุษยทั้งหลาย ปญญานั้นยอมไมมีแกเรา. นี้แสดงใหเห็นวา ไดกลาวกันมาแลวไมทราบวานานเทาใด.๕. อดีตกาลตั้งแตวานนี้ หมายถึงเรื่องราวหรือการกระทํานั้น ๆ
  • 18. ประโยค๑ - อธิบายบาลีไวยากรณ อาขยาต - หนาที่ 17ลวงไปแลวตั้งแตวานนี้ คือ ไดเปนไปหรือทําสําเร็จแลวนับตั้งแตวานนี้ไป กาล นี้ ทานบัญญัติใหแปลวา "แลว" แตถามี อ อาคมอยูหนา เพิ่มคําวา "ได" เขามาดวย แปล
  • We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks