พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๒ วินัยปิฎกที่ ๐๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒

Description
1. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่ม…

Please download to get full document.

View again

of 469
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 3 | Pages: 469

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่ม (ปกสีฟ้า) ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่มาของข้อมูล : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มจร. MCUTRAI Version 1.0 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๒ วินัยปิฎกที่ ๐๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท นิทานวัตถุ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ ___________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ท่านทั้งหลาย ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้ มาถึงวาระที่จะยกขึ้นแสดงเป็นข้อ ๆ ตามลำาดับ ๑. จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร ๑. ปฐมกฐินสิกขาบท ว่าด้วยกฐินเดาะข้อที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์[๔๕๙] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุญาตไตรจีวรเพื่อภิกษุทั้งหลายแล้วพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไตรจีวร๑แล้ว จึงเข้าหมู่บ้านเชิงอรรถ :๑ ไตรจีวร คือ อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าห่มซ้อนนอก) (วิ.อ. ๒/๔๕๙/๑๓๙){ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๑ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท พระบัญญัติโดยครองไตรจีวร ๑ไตร อยู่ในอารามอีก ๑ ไตร สรงนำ้าอีก ๑ ไตร บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษา พากันตำาหนิประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงทรงอติเรกจีวร๑เล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำาหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยประการต่าง ๆ แล้วจึงนำาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
  • 2. ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบทลำาดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกเธอทรงอติเรกจีวรจริงหรือ” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำาหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำาอย่างนี้ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำา ไฉนพวกเธอจึงทรงอติเรกจีวรเล่า โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำาอย่างนี้ มิได้ทำาคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสหรือทำาคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ทีจริง กลับจะทำาให้คนที่ไม่เลื่อมใส ่ก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้พระบัญญัติ[๔๖๐] ก็ ภิกษุใดทรงอติเรกจีวร ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์๒สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบเชิงอรรถ :๑ อติเรกจีวร คือผ้าส่วนเกินที่เขาถวายภิกษุเพิ่มเข้ามาจากผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร๒ ที่แปลว่า “ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์” นี้เป็นไปตามนัยอธิบายแห่งอรรถกถาว่า “นิสฺสคฺคยำ ปาจิตฺตยำ, ิ ิตญฺจ จีวรำ นิสฺสคฺคยำ โหติ, ปาจิตติยาปตฺติ จสฺส โหติ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ คือจีวรเป็น ิ ฺนิสสัคคีย์ต้องสละ ภิกษุรปนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์” (วิ.อ. ๒/๔๖๒-๔๖๓/๑๔๒, กงฺขา.อ. ๑๘๖) ู{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๒ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท พระอนุบัญญัติเรื่องพระอานนท์[๔๖๑] สมัยนั้น อติเรกจีวรเกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์ ท่านต้องการจะถวายอติเรกจีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ทเมืองสาเกต ทีนั้น ท่าน ี่พระอานนท์ได้มีความคิดว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ‘ภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร’ ก็อติเรกจีวรนี้เกิดขึ้นแก่เรา เราต้องการจะถวายท่านพระสารีบุตรแต่ท่านอยู่ที่เมืองสาเกต เราพึงปฏิบติอย่างไรหนอ” จึงได้นำาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ ัผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “อีกนานเพียงไร สารีบุตรจะกลับมา”พระอานนท์กราบทูลว่า “อีก ๙ หรือ ๑๐ วันจึงจะกลับมา พระพุทธเจ้าข้า”ทรงอนุญาตอติเรกจีวรลำาดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้พระอนุบัญญัติ[๔๖๒] เมื่อจีวรของภิกษุสำาเร็จแล้ว เมื่อกฐินเดาะแล้ว๑ ภิกษุพึงทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก ให้เกินกำาหนดนั้นไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์๒
  • 3. เรื่องพระอานนท์ จบเชิงอรรถ :๑ คำาว่า “กฐินเดาะ” ในที่นี้ตามศัพท์แปลว่า รื้อไม้สะดึง คือไม้แบบสำาหรับขึงผ้า หมายถึงยกเลิกอานิสงส์กฐินที่ภิกษุพึงได้รับ (ดูเหตุให้กฐินเดาะ เชิงอรรถข้อ ๔๖๓ หน้า ๔)๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ คืออาบัติปาจิตตีย์ที่ภิกษุผู้ต้องแล้วเมื่อจะแสดงเทสนาบัติ จะต้องทำาการสละวัตถุก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิจากอาบัตินี้ ์{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๓ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์สิกขาบทวิภังค์[๔๖๓] คำาว่า เมื่อจีวร...สำาเร็จแล้ว หมายความว่า จีวรของภิกษุเสร็จแล้วสูญหายแล้ว ฉิบหายแล้ว ถูกไฟไหม้เสียแล้ว หรือภิกษุหมดหวังว่าจะได้ผ้ามาเย็บเป็นจีวรคำาว่า เมื่อกฐินเดาะแล้ว หมายความว่า กฐินเดาะด้วยมาติกาอย่างใดอย่างหนึ่งในมาติกา ๘๑ หรือสงฆ์เดาะกฐินในระหว่าง๒คำาว่า ๑๐ วันเป็นอย่างมาก คือ ครอบครองไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมากชื่อว่า อติเรกจีวร ได้แก่ จีวรที่ไม่ได้อธิษฐาน๓ ไม่ได้วิกัป๔ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ จีวร ๖ ชนิด๕ อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีขนาดพอที่จะทำาวิกัปได้เป็นอย่างตำ่าเชิงอรรถ :๑ มาติกา คือหัวข้อแห่งการเดาะกฐิน ๘ ประการ คือ (๑) ปักกมนันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุหลีกไป ไม่คิดจะกลับ (๒) นิฏฐานันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปนอกสีมาแล้วตัดเย็บจีวร ไม่คิดจะกลับ (๓) สันนิฏฐานันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปนอกสีมาแล้วตกลงใจจะไม่ตัดเย็บจีวร และไม่คิดจะกลับ (๔) นาสนันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปนอกสีมาตัดเย็บเป็นจีวร ไม่คิดจะกลับ ผ้าที่ตัดเย็บเป็นจีวรเสียหายไป (๕) สวนันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปนอกสีมา คิดว่าจะกลับ ตัดเย็บจีวรเสร็จแล้วได้ฟังข่าวว่า กฐินในวัดของตนเดาะเสียแล้ว(๖) อาสาวัจเฉทิกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุหลีกไปนอกสีมาด้วยหวังว่าจะได้ผ้า รอคอยผ้าจนหมดหวัง (๗) สีมาติกกันติกา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปตัดเย็บจีวรอยู่นอกสีมา คิดจะกลับ แต่อยู่นอกสีมาจนกระทั่งกฐินเดาะ (๘) สหุพภารา กฐินเดาะกำาหนดด้วยการที่ภิกษุนำาผ้าไปตัดเย็บจีวรอยู่นอกสีมาคิดว่า จะกลับ จะกลับ แต่สงฆ์ในวัดของตนพร้อมใจกันเดาะกฐินเสียก่อน (วิ.ม. ๕/๓๑๐/๙๕)๒ สงฆ์เดาะกฐินในระหว่าง คือสงฆ์กรานกฐินแล้ว ยังไม่พ้นเขตจีวรกาล มีทายกต้องการจะถวายอกาลจีวรมาขอให้สงฆ์เดาะกฐิน คือยกเลิกอานิสงส์กฐินในระหว่างจีวรกาล (ก่อนหมดเขตอานิสงส์กฐิน) พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เดาะกฐินได้ (วิ.ภิกขุนี. ๓/๙๒๕/๙๒๖/๑๒๑/๑๒๒)๓ อธิษฐาน คือการตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำาหนดเอาไว้ ได้แก่ ตั้งใจกำาหนดเอาไว้ว่าจะเป็นของประจำาตัวชนิดนั้น ๆ เช่น ไตรจีวร บาตร วิธีอธิษฐาน ใช้กายคือมือสัมผัส หรือเปล่งวาจาก็ได้ (วิ.ป. ๘/๓๒๒/๒๖๑, วิ.อ.๒/๔๖๙/๑๔๗)๔ เรื่องเดียวกัน คำาว่า วิกัป คือทำาให้เป็นของสองเจ้าของ คือขอให้ภิกษุสามเณรรูปอื่นร่วมเป็นเจ้าของสิ่งที่วิกัปนั้น ทำาให้ไม่ต้องอาบัติ แม้จะเก็บไว้เกินกำาหนด๕ จีวร ๖ ชนิด คือ โขมะ(จีวรผ้าเปลือกไม้) กัปปาสิกะ (จีวรผ้าฝ้าย) โกเสยยะ (จีวรผ้าไหม) กัมพละ (จีวรผ้าขนสัตว์) สาณะ (จีวรผ้าป่าน) ภังคะ (จีวรผ้าผสม) (วิ.อ. ๒/๔๖๒-๔๖๓/๑๔๒)
  • 4. {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๔ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์คำาว่า ให้เกินกำาหนดนั้นไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ความว่า เมื่อรุ่งอรุณวันที่ ๑๑ จีวรผืนนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำาต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะหรือแก่บุคคลภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์อย่างนี้วิธีสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์สละแก่สงฆ์ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ จีวรผืนนี้ของกระผมเกินกำาหนด ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์” ครันสละแล้วพึง ้แสดงอาบัติภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ๑ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า[๔๖๔] “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์เธอสละแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงคืนจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้”สละแก่คณะ[๔๖๕] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งกราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญจีวรผืนนี้ของกระผมเกินกำาหนด ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย” ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยกล่าวว่า[๔๖๖] “ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายพร้อมกันแล้วพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้”เชิงอรรถ :๑ คือรับการแสดงอาบัติ เพื่อให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติพ้นจากอาบัติ{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๕ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท บทภาชนีย์สละแก่บุคคล[๔๖๗] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งนั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านขอรับ จีวรผืนนี้ของกระผมเกินกำาหนด๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน” ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติภิกษุผู้รบสละนั้นพึงรับอาบัติแล้วคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยกล่าวว่า “กระผมคืน ัจีวรผืนนี้ให้แก่ท่าน”บทภาชนีย์นิสสัคคิยปาจิตตีย์
  • 5. [๔๖๘] จีวรเกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำาคัญว่าเกินกำาหนดแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรเกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุไม่แน่ใจ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรเกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำาคัญว่ายังไม่เกินกำาหนด ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำาคัญว่าอธิษฐานแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุสำาคัญว่าวิกัปแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่ได้สละ ภิกษุสำาคัญว่าสละแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่สูญหาย ภิกษุสำาคัญว่าสูญหายแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำาคัญว่าฉิบหายแล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำาคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์จีวรทียังไม่ถูกโจรชิงเอาไป ภิกษุสำาคัญว่าถูกโจรชิงเอาไปแล้ว ต้องอาบัติ ่นิสสัคคิยปาจิตตีย์{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๖ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท อนาปัตติวารติกทุกกฏจีวรทีเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุยังไม่ได้สละ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ ่จีวรยังไม่เกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำาคัญว่าเกินกำาหนดแล้ว ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏจีวรยังไม่เกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุไม่แน่ใจ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏจีวรยังไม่เกินกำาหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำาคัญว่ายังไม่เกินกำาหนด ไม่ต้องอาบัติอนาปัตติวารภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ[๔๖๙] ๑. ภิกษุผู้อธิษฐานภายใน ๑๐ วัน๒. ภิกษุผู้วิกัปไว้ภายใน ๑๐ วัน๓. ภิกษุผู้สละให้ไปภายใน ๑๐ วัน๔. ภิกษุผู้มีจีวรสูญหายภายใน ๑๐ วัน๕. ภิกษุผู้มีจีวรฉิบหายภายใน ๑๐ วัน๖. ภิกษุผู้มีจีวรถูกไฟไหม้ภายใน ๑๐ วัน๗. ภิกษุผู้มีจีวรถูกโจรชิงเอาไปภายใน ๑๐ วัน๘. ภิกษุผู้มีจีวรถูกถือเอาไปโดยวิสาสะภายใน ๑๐ วัน๙. ภิกษุวิกลจริต๑๐. ภิกษุต้นบัญญัติ[๔๗๐] สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไม่ยอมคืนจีวรที่มีผู้สละให้ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำาหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงไม่ยอมคืนจีวรที่มีผสละให้เล่า” แล้วจึงนำาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ ู้ทรงทราบ{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๗ }
  • 6. พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท อนาปัตติวารทรงสอบถามแล้วอนุญาตให้คืนจีวรลำาดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ทราบว่าพวกเธอไม่ยอมคืนจีวรที่มีผู้สละให้ จริงหรือ” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริงพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำาหนิว่า “ฯลฯ ไฉนพวกเธอจึงไม่ยอมคืนจีวรที่มผู้สละให้เล่า โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำาอย่างนี้ มิได้ทำาคนที่ยังไม่ ีเลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำาคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ทีจริง กลับ ่จะทำาให้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป ฯลฯ” ดังนี้ แล้วทรงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลายให้เหมาะสมกับเรื่องนั้น แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย จีวรทีภิกษุสละแก่สงฆ์ แก่ ่คณะหรือแก่บุคคล จะไม่คืนไม่ได้ ภิกษุใดไม่คืนให้ ภิกษุนั้นต้องอาบัติทุกกฏ”ปฐมกฐินสิกขาบทที่ ๑ จบ{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๘ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท นิทานวัตถุ๑. จีวรวรรค๒. อุทโทสิตสิกขาบทว่าด้วยภิกษุเก็บจีวรไว้ในโรงเก็บของ(ว่าด้วยกฐินเดาะข้อที่ ๒)เรื่องภิกษุหลายรูป[๔๗๑] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายฝากสังฆาฏิไว้กับพวกภิกษุมีเพียงอุตตราสงค์กับอันตรวาสกออกจาริกไปสู่ชนบท สังฆาฏิเหล่านั้นเก็บไว้นานจึงขึ้นรา ภิกษุทั้งหลายจึงนำาออกมาผึ่งแดดท่านพระอานนท์เที่ยวไปตามเสนาสนะ เห็นภิกษุกำาลังผึ่งสังฆาฏิอยู่จึงเข้าไปถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลาย สังฆาฏิที่ขึ้นราเหล่านี้เป็นของใคร” ลำาดับนั้นภิกษุเหล่านั้นบอกเรื่องนั้นให้พระอานนท์ทราบท่านพระอานนท์ตำาหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงฝากสังฆาฏิไว้กับพวกภิกษุ มีเพียงอุตตราสงค์กับอันตรวาสกออกจาริกไปสู่ชนบทเล่า”ครั้นท่านตำาหนิภิกษุเหล่านั้นโดยประการต่าง ๆ แล้วจึงนำาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบทลำาดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พวกภิกษุฝากสังฆาฏิไว้กับพวกภิกษุ มีเพียงอุตตราสงค์กับอันตรวาสกออกจาริกไปสู่ชนบท จริงหรือ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำาหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงฝากจีวรไว้กับพวกภิกษุ มีเพียงอุตตราสงค์และอันตรวาสกออกจาริกไปสู่ชนบทเล่าภิกษุทั้งหลาย การกระทำาอย่างนี้ มิได้ทำาคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำาคนที่{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๙ }
  • 7. พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท พระบัญญัติเลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” ดังนี้แล้วรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้พระบัญญัติ[๔๗๒] เมื่อจีวรของภิกษุสำาเร็จแล้ว เมื่อกฐินเดาะแล้ว ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรีหนึ่ง ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้เรื่องภิกษุหลายรูป จบเรื่องภิกษุเป็นไข้[๔๗๓] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นไข้อยู่กรุงโกสัมพี พวกญาติส่งทูตไปสำานักของภิกษุนั้นให้แจ้งข่าวว่า “นิมนต์พระคุณท่านมาเถิด พวกเราจะอุปฏฐาก” ภิกษุ ัทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปเถิด พวกญาติจะอุปฏฐากท่านเอง” ภิกษุนั้น ักล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ‘ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากไตรจีวร’ กระผมเป็นไข้ไม่สามารถนำาไตรจีวรไปได้ กระผมจะไม่ไป”ภิกษุทั้งหลายจึงนำาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบทรงอนุญาตให้สมมติติจีวราวิปวาสลำาดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “เราอนุญาตให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร เพื่อภิกษุผู้เป็นไข้”ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้วิธีสมมติตจีวราวิปวาส ิภิกษุผู้เป็นไข้นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมเป็นไข้ไม่{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๑๐ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์สามารถนำาไตรจีวรไปได้ กระผมขอให้สงฆ์สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรพึงกล่าวขออย่างนี้เป็นครั้งที่ ๒ พึงกล่าวขออย่างนี้เป็นครั้งที่ ๓ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุตยกรรมวาจาว่า ิ[๔๗๔] ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้เป็นไข้ ไม่สามารถนำาไตรจีวรไปได้เธอขอให้สงฆ์สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็นญัตติท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้เป็นไข้ไม่สามารถนำาไตรจีวรไปได้เธอขอให้สงฆ์สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร สงฆ์ให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วยท่านรูปนั้นพึงทักท้วงการสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร สงฆ์ให้แก่ภิกษุชื่อนี้แล้ว สงฆ์
  • 8. เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้พระอนุบัญญัติ[๔๗๕] เมื่อจีวรของภิกษุสำาเร็จแล้ว เมื่อกฐินเดาะแล้ว ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรีหนึ่ง ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติสิกขาบทวิภังค์[๔๗๖] คำาว่า เมื่อจีวร...สำาเร็จแล้ว หมายความว่า จีวรของภิกษุทำาเสร็จแล้ว สูญหายแล้ว ฉิบหายแล้ว ถูกไฟไหม้แล้ว หรือภิกษุหมดหวังว่าจะได้ผ้ามาเย็บเป็นจีวร{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๑๑ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์คำาว่า เมื่อกฐินเดาะแล้ว หมายความว่า กฐินเดาะด้วยมาติกาอย่างใดอย่างหนึ่งในมาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะภายในระหว่างคำาว่า ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรีหนึ่ง ความว่า ภิกษุอยู่ปราศจากสังฆาฏิ อุตตราสงค์หรืออันตรวาสกผืนใดผืนหนึ่ง แม้คืนเดียวคำาว่า เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ คือ ยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติคำาว่า ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ คือ จีวรเป็นนิสสัคคีย์พร้อมกับอรุณขึ้นคือเป็นของจำาต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะหรือแก่บุคคลภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์อย่างนี้วิธีสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์สละแก่สงฆ์ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ จีวรผืนนี้ของกระผมอยู่ปราศแล้วล่วงราตรี เว้นจากได้รับการสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์” ครันสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ้ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วก็พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้”สละแก่คณะภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ จีวรผืนนี้ของกระผมอยูปราศแล้วล่วงราตรี เว้นจากได้รับการสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ กระผม ่สละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย” ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแก่ท่านทั้งหลายถ้าท่านทั้งหลายพร้อมกันแล้วก็พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้”
  • 9. {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๑๒ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท บทภาชนีย์สละแก่บุคคลภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านขอรับ จีวรผืนนี้ของกระผมอยูปราศแล้ว ่ล่วงราตรี เว้นจากได้รับการสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน”ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติภิกษุผู้รบสละนั้นพึงรับอาบัติแล้วพึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยกล่าวว่า “กระผม ัคืนจีวรผืนนี้ให้แก่ท่าน”บทภาชนีย์มาติกา[๔๗๗] หมู่บ้าน มีอุปจารเดียวกัน๑ หมู่บ้าน มีอุปจารแยกกันเรือน มีอุปจารเดียวกัน เรือน มีอุปจารแยกกันโรงเก็บของ มีอุปจารเดียวกัน โรงเก็บของ มีอุปจารแยกกันป้อม มีอุปจารเดียวกัน ป้อม มีอุปจารแยกกันเรือนยอดเดียว มีอุปจารเดียวกัน เรือนยอดเดียว มีอุปจารแยกกันปราสาท มีอุปจารเดียวกัน ปราสาท มีอุปจารแยกกันเรือนโล้น๒ มีอุปจารเดียวกัน เรือนโล้น มีอุปจารแยกกันเรือ มีอุปจารเดียวกัน เรือ มีอุปจารแยกกันหมู่เกวียน มีอุปจารเดียวกัน หมู่เกวียน มีอุปจารแยกกันเชิงอรรถ :๑ คำาว่า “อุปจาร” คือที่ใกล้เคียงกันบริเวณรอบ ๆ ชานเช่นอุปจารเรือนคือบริเวณรอบ ๆ เรือนซึ่งกำาหนดจุดที่อยู่นอกบริเวณชายคาของตัวเรือนออกไปถึงจุดที่แม่บ้านยืนอยู่ที่ประตูเรือนสาดนำ้าล้างภาชนะออกไปตก (วิ.อ. ๑/๙๒/๓๒๒)๒ หัมมิยะ เรือนโล้น ได้แก่ ปราสาทหลังคาโล้น มีเรือนยอดตั้งอยู่ที่ดาดฟ้า มีชานชมแสงจันทร์ (วิ.อ.๒/๔๘๒-๗/๑๕๙, วิ.อ. ๓/๒๙๔/๓๑๙, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๗๑-๗๓/๒๘๕, วิมติ.ฏีกา ๒/๗๑-๗๓/๑๓๕){ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า :๑๓ }พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๒.อุทโทสิตสิกขาบท บทภาชนีย์นา มีอุปจารเดียวกัน นา มีอุปจารแยกกันลานนวดข้าว มีอุปจารเดียวกัน ลานนวดข้าว มีอุปจารแยกกันสวน มีอุปจารเดียวกัน สวน มีอุปจารแยกกันวิหาร มีอุปจารเดียวกัน วิหาร มีอุปจารแยกกันโคนไม้ มีอุปจารเดียวกัน โคนไม้ มีอุปจารแยกกันที่กลางแจ้ง มีอุปจารเดียวกัน ที่กลางแจ้ง มีอุปจารแยกกัน[๔๗๘] ที่ชื่อว่า หมู่บ้านมีอุปจารเดียวกัน คือ หมู่บ้านของตระกูลหนึ่งล้อมรั้วไว้ด้วยกัน ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในหมู่บ้าน แล้วพึงอยูภายในหมู่บ้าน ทีชื่อว่า หมู่ ่ ่บ้านมีอุปจารแยกกัน๑ คือ หมู่บ้านของตระกูลหนึ่งไม่มีรั้วล้อม ภิกษุต้องอยู่ในเรือนที่ตนเก็บจีวรไว้หรือไม่ละหัตถบาส
  • 10. [๔๗๙] หมู่บ้านของต่างตระกูลและล้อมรั้วไว้ด้วยกัน ภิกษุต้องอยู่ในเรือนที่ตนเก็บจีวรไว้ ในหอประชุมหรือที่ริมประตู หรือไม่ละหัตถบาส เมื่อไปหอประชุมต้องเก็บจีวรไว้ในหัตถบาสแล้วอยู่ในหอประชุมหรือที่ริมประตู หรือไม่ละหัตถบาสภิกษุเก็บจีวรในหอประชุมต้องอยู่ในหอประชุมหรือที่ริมประตูหรือไม่ละหัตถบาสหมู่บ้านไม่มีรั้วล้อม ภิกษุต้องอยู่ในเรือนที่ตนเก็บจีวรไว้หรือไม่ละหัตถบาส[๔๘๐] เรือน ของตระกูลหนึ่งล้อมรั้วไว้ด้วยกัน มีห้องใหญ่ห้องเล็กหลายห้องภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือน ต้องอยู่ภายในเรือนเรือนไม่มีรั้วล้อม ภิกษุต้องอยู่ในห้องที่ตนเก็บจีวรไว้หรือไม่ละหัตถบาส[๔๘๑] เรือน ของต่างตระกูลและล้อมรั้วไว้ด้วยกัน มีห้องใหญ่ห้องเล็กหลายห้อง ภิกษุต้องอยู่ในห้องที่ตนเก็บจีวรไว้หรือที่ริมประตู หรือไม่ละหัตถบาสเรือนไม่มีรั้วล้อม ภิกษุต้องอยู่ในห้องที่ตนเก็บจีวรไว้หรือไม่ละหัตถบาสเชิงอรรถ :๑ หมู่บ้านที่จัดว่ามีอุปจารเดียวกัน ท่านกำาหนดด้วยล้อมรั้วไ
  • Similar documents
    View more...
    We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks