นพศ กด ว องว ชรก ล 1, อน ว ช แก วจ านงค 2 และอรจ นทร ศ ร โชต 3 - PDF

Description
82 ป ญหาในการปฏ บ ต งานและความต องการพ ฒนาตนเองของสมาช กกล ม เคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชน จ งหว ดสต ล Problems in Doing Works and Needs for Self-development of Members of Community Based Tourism Network,

Please download to get full document.

View again

of 10
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Pets & Animals

Publish on:

Views: 16 | Pages: 10

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
82 ป ญหาในการปฏ บ ต งานและความต องการพ ฒนาตนเองของสมาช กกล ม เคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชน จ งหว ดสต ล Problems in Doing Works and Needs for Self-development of Members of Community Based Tourism Network, Satun Province นพศ กด ว องว ชรก ล 1, อน ว ช แก วจ านงค 2 และอรจ นทร ศ ร โชต 3 บทค ดย อ งานว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาระด บป ญหาในการปฏ บ ต งานของสมาช กกล ม เคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชน จ งหว ดสต ล ความต องการพ ฒนาตนเองของสมาช กและ ความส มพ นธ ระหว างป ญหาในการปฏ บ ต งานก บความต องการในการพ ฒนาตนเอง กล มต วอย าง ท ใช ในการว จ ยค อสมาช กกล มเคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชนจ งหว ดสต ลท ร บผ ดชอบงานด าน การท องเท ยวจ านวน 132 คน จาก 10 ช มชน ท าการส มต วอย างแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช แบบสอบถามเป นเคร องม อในการว จ ย ว เคราะห ข อม ลด วยค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ค า t-test และ F-test ผลการว จ ยพบว าโดยภาพรวมป ญหาในการปฏ บ ต งานของสมาช กอย ในระด บ มาก ( X = 3.95) ความต องการในการพ ฒนาตนเองอย ในระด บมาก ( X = 4.16) และ ความส มพ นธ ระหว างการปฏ บ ต งานก บความต องการในการพ ฒนาตนเองอย ในระด บปานกลาง คาสาค ญ: การปฏ บ ต งาน การพ ฒนาตนเอง เคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชน Abstract The objectives of this research were: 1) to study the level of problems/obstacles on the work of the members of Community Based Tourism Network in Satun province, 2) to find out the self development need of the members and 3) to investigate the correlation between the problems/the obstacles of work and the self development need. A sample was selected from 132 members of Community Based Tourism Network from 10 communities in Satun province. They were responsible for tourism work. Sampling technique was purposive sampling. Questionnaires were used for data collection. 1 น กศ กษาปร ญญาโทหล กส ตรบร หารธ รก จมหาบ ณฑ ต สาขาการจ ดการธ รก จ มหาว ทยาล ยท กษ ณ สงขลา ประเทศไทย 2,3 คณะเศรษฐศาสตร และบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยท กษ ณ สงขลา ประเทศไทย 83 Standard deviation, mean, t-test and F-test value were the parameters used for statistical analysis. The findings indicated that 1) the all obstacles of the tourism work was High level ( X = 3.95), 2) the self development need was High level ( X =4.16) and 3) the correlation between the tourism work and self development need was Moderate level. Keywords: Working, Self Development, Community Based Tourism Network บทนา การจ ดการท องเท ยวโดยช มชนให ประสบผลส าเร จไม ใช เร องง ายเน องจากการแข งข นโดย หลายแห งย งเป นการเร มต นและอ กหลายแห งเผช ญก บป ญหาต าง ๆ มากมาย หากช มชนสามารถ พ ฒนาให การท องเท ยวของช มชนให ม ความเข มแข งน าจะน าไปส การแลกเปล ยนเร ยนร และ ประสบการณ ระหว างสมาช กของช มชน ช มชนก บช มชน และช มชนก บหน วยงานท เก ยวข องซ งจะ ท าให เก ดความร วมม อในการวางแผนในหลาย ๆ เร อง เช น การใช ทร พยากรการท องเท ยวให เก ด ความย งย น การพ ฒนาทร พยากรมน ษย การท าการตลาดในล กษณะต าง ๆ การผล กด นและการ เจรจาต อรอง เป นต น นอกจากน ย งจะสามารถพ ฒนาเป นเคร อข ายท สน บสน นการท างานให ก าล งใจในการท างานซ งก นและก น สอดคล องก บแผนงานของการท องเท ยวและก ฬาท เล งเห น ความส าค ญของการส งเสร มและสน บสน นการพ ฒนาบ คลากรด านการท องเท ยวโดยช มชนและ สอดคล องก บย ทธศาสตร และแนวทางการพ ฒนาท องถ นของจ งหว ดสต ลอ กด วย (องค การบร หาร ส วนจ งหว ดสต ล,2555) ป จจ บ นการท องเท ยวโดยช มชนก าล งได ร บความน ยม ด งน นการท แหล งท องเท ยวจะ ประสบผลส าเร จมากน องเพ ยงใดก ข นอย ก บการพ ฒนาของสมาช กเคร อข ายโดยช มชนน นเอง ซ งผลส าเร จส วนหน งมาจากบ คลากรในองค การท ได ร บการพ ฒนาด วยว ธ การท ถ กต อง ผ ว จ ยจ ง เห นว าการจ ดการท องเท ยวโดยช มชนให ประสบผลส าเร จนอกจากจะต องร ป ญหาท แท จร งในการ จ ดการแล วย งต องท าการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ในช มชนด วย ด วยเหต น ผ ว จ ยจ งสนใจท าว จ ย เร อง สภาพป ญหาในการปฏ บ ต งานและความต องการในการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของสมาช ก กล มเคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชนจ งหว ดสต ล ผลท ได จากงานว จ ยจะเป นประโยชน ต อ หน วยงานและช มชนในการพ ฒนาบ คลากรของช มชนด วยว ธ การท ถ กต อง และสามารถวางแผน เพ อจ ดการการท องเท ยวโดยช มชนให ประสบผลส าเร จต อไป 84 ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาระด บป ญหาในการปฏ บ ต งานของสมาช กกล มเคร อข ายการท องเท ยวโดย ช มชน จ งหว ดสต ล 2. เพ อศ กษาระด บความต องการในการพ ฒนาตนเองของสมาช กกล มเคร อข ายการ ท องเท ยวโดยช มชน จ งหว ดสต ล 3. เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างป ญหาการปฏ บ ต งานก บความต องการในการพ ฒนา ตนเองของสมาช กกล มเคร อข ายการท องเท ยวโดยช มชน จ งหว ดสต ล แนวค ดในการว จ ย ส าน กงานการท องเท ยวและก ฬาจ งหว ดสต ล (2555) ได กล าวถ งการท องเท ยงโดยช มชน เป นการท องเท ยวท ค าน งถ งความย งย นของส งแวดล อม ส งคมและว ฒนธรรมโดยม การก าหนด ท ศทางโดยช มชน จ ดการโดยช มชนและช มชนม บทบาทการเป นเจ าของ ม ส ทธ ในการจ ดการด แล เพ อให เก ดการเร ยนร แก ผ มาเย อน ท งน สถาบ นการท องเท ยวโดยช มชน (2555) ได กล าวถ ง องค ประกอบหล กของการท องเท ยวโดยช มชนซ งประกอบด วยองค ประกอบ 4 ด าน ได แก ด าน ทร พยากรธรรมชาต และว ฒนธรรม ด านองค กรช มชน ด านการจ ดการและด านการเร ยนร ส าหร บ ผ ว จ ยได สร ปว าการท องเท ยวโดยช มชนเป นการปฏ บ ต การของประชาชนซ งเป นต วแทนของช มชน รวมต วก นจ ดต งและปฏ บ ต งานด านต าง ๆ เพ อให เก ดการท องเท ยวข นภายในช มชนโดยม ช มชน เป นศ นย กลางและประชาชนในช มชนเป นเจ าของร วมก นโดยค าน งถ งความย งย นของช มชน ส าหร บแนวค ดป ญหาการปฏ บ ต งานในองค การม สาเหต มาจากป จจ ยท เก ยวข องก บคน งานและว ธ การท างาน (ร งร ตน เพ งสวย,2550) รายละเอ ยด ด งน 1. ป ญหาเก ยวก บคน เม อมน ษย เป นทร พยากรท ส าค ญในบรรดาทร พยากรบร หารท ง 4 ด าน ได แก คน เง น ว สด อ ปกรณ และการจ ดการ ในการบร หารคนน นอาจกล าวได ว าม ความยาก ท ส ดเพราะคนม ความร ส กน กค ดและม ความต องการมากมาย (บ รช ย ศ ร มหาสาคร,2552) การสร าง แรงจ งใจให ก บคนจ งม ความจ าเป นเน องจากคนม ความต องการเร มจากช นต าไปหาช นส งส ด ได แก ความต องการด านกายภาพ ความต องการความปลอดภ ย ความต องการทางส งคม ความต องการ การยกย องและความต องการบรรล ความส าเร จในช ว ต เม อคนม ความต องการมากจ งก อให เก ด ป ญหาอ น ๆ ตามมามากมายเช นเด ยวก นและป ญหาท เก ดจากคนจะส งผลไปย งการท างานใน หน าท และความร บผ ดชอบในท ส ด 2. ป ญหาเก ยวก บงานในองค การ ซ งเป นความส มพ นธ ระหว างคน งาน และว ธ การ โดย อาศ ยทร พยากรมาเก ยวข อง ม การก าหนดภารก จ อ านาจหน าท และความร บผ ดชอบเพ อให งาน 85 บรรล เป าหมายและว ตถ ประสงค หากงานด งกล าวขาดการจ ดการท ด พอป ญหาในงานจะเก ดข น ท นท และจะส งผลต อเน องถ งองค การ องค การจ งต องต องด าเน นการในหลาย ๆ เร องเพ อท าให เก ด ป ญหาส งต อไปย งงานน อยท ส ด ในเร องน ทฤษฎ องค การของ Chester I Barnard ท เก ยวข องก บ การบร หารในองค การจ งให ความส าค ญไปท ความร วมม อของคนในการท างานในองค การ ผ บร หาร ต องก าหนดเป าหมายองค การและองค การต องให ความส าค ญก บกล มไม เป นทางการ (Informal Group) ท เก ดข นในองค การ 3. ป ญหาเก ยวก บว ธ การท างาน ซ งว ธ การท างานค อหนทางไปส การบรรล เป าหมาย หาก ว ธ การท างานท ด และเหมาะสมองค การก จะเจร ญก าวหน าอย างรวดเร ว หากว ธ การท างานไม เหมาะสมก บองค การก จะส งผลต อองค การในเร องใดเร องหน ง ท งน หากผ บร หารขาดภาวะผ น า มน ษยส มพ นธ ความเข าใจในศาสตร และศ ลป การบร หารก จะส งผลต อการท างานในองค การ ด งน นจ งพบว าผ บร หารต องออกแบบว ธ การท างานโดยสร างเป นระบบท เหมาะสมเพ อไม ให เป น ป ญหาต อท งในระยะส นและระยะยาว ท งน การท างานในองค การตามหล กของวงจรค ณภาพ ประกอบด วย 4 ข นตอน ได แก การวางแผน การท าตามแผน การตรวจสอบผลงานและการ ปร บปร งงาน ส าหร บแนวค ดการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ส จร ตรา ธนาน นท (2550) กล าวถ งก จกรรม การพ ฒนาทร พยากรมน ษย ซ งถ อเป นกลย ทธ หล กท องค การควรให ความส าค ญ เน องจากโลกของ การท างานย คใหม ส วนใหญ ต างน าเทคโนโลย เข ามาประย กต ใช ในการท างานด งน น จ งเป นหน าท ขององค การท จะต องเข ามาม บทบาทในการปร บเปล ยนความร ความเข าใจและท ศนคต ของ พน กงานเพ อให ปร บต วยอมร บการเปล ยนแปลงท เก ดข นในองค การได โดยเม อพ จารณาถ งแนว ทางการพ ฒนาทร พยากรมน ษย และจะเห นได ว าม แนวทางท ส าค ญ 4 แนวทาง ได แก การฝ กอบรม การศ กษา การพ ฒนาและการเร ยนร กล าวค อ การฝ กอบรม (Training) เป นการพ ฒนาพน กงาน เพ อไว ใช ปฏ บ ต งานในป จจ บ น การศ กษา (Education) เป นก จกรรมท จ ดข นเพ อการเร ยนร ส าหร บ งานในอนาคต การพ ฒนา (Development) จะม งเน นการพ ฒนาท งคนและงานในอนาคต เช น การพ ฒนางานอาช พ และการพ ฒนาองค การจะเป นการพ ฒนาในภาพรวมเพ อเตร ยมการและ รองร บการเปล ยนแปลงและประการส ดท ายการเร ยนร (Learning) เป นกระบวนการของการได มา ซ งความร โดยผ านประสบการณ ท น าไปส การเปล ยนแปลงพฤต กรรมของบ คคลอย างถาวร ด งน น เพ อพ ฒนาการเร ยนร ในองค การให เก ดข นอย างเป นร ปธรรมและก าวไปส การเป นองค การเร ยนร อย างย งย น 86 ส าหร บการพ ฒนาทร พยากรมน ษย อน ว ช แก วจ านงค (2554) ได กล าวว าเป นการด าเน น ก จกรรมเพ อก อให เก ดการเร ยนร ต าง ๆ เพ อเพ มความร ความสามารถ ประสบการณ และท กษะ ฝ ม อโดยท าให การปฏ บ ต งานในองค การม ประส ทธ ผลย งข นด งน น เพ อเป นการเป นการเตร ยม ความพร อมของพน กงานองค การจ งต องเล อกใช ว ธ การอย างใดอย างหน งหร อหลาย ๆ ว ธ การใน การพ ฒนาทร พยากรมน ษย ในองค การ ได แก การฝ กอบรมเช งปฏ บ ต การ การส มมนา การศ กษา ต อ การศ กษาด งาน การเร ยนร ด วยตนเอง การประช มส มมนาและการจ ดการความร เป นต น กรอบแนวค ด ป ญหาในการปฏ บ ต งาน - ป ญหาการจ ดการด านองค การ - ป ญหาการจ ดการด านบ คลากร - ป ญหาการจ ดการด านว ธ การ ความต องการในการพ ฒนาตนเอง ของสมาช กเคร อข ายการท องเท ยว โดยช มชน - ด า
Related Search
Similar documents
View more...
We Need Your Support
Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

Thanks to everyone for your continued support.

No, Thanks